thansettakij
thansettakij
เทรนด์‘ไพรเวตฟันด์’มาแรง ‘เอเซีย พลัส’ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้กลุ่ม Wealth 30%

เทรนด์‘ไพรเวตฟันด์’มาแรง ‘เอเซีย พลัส’ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้กลุ่ม Wealth 30%

15 มี.ค. 61 | 23:00 น.
เอเซีย พลัส ตั้งเป้ารายได้กลุ่มธุรกิจเวลธ์ 3 ปีโตเฉลี่ย 30% ชี้เทรนด์บริหารทรัพย์สินบุคคลมาแรง หลังนักลงทุนเผชิญภาวะเงินท่วม แนะกระจายลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศ ชู 2 ธีมหลักกลุ่มหุ้น AI และแบงก์ รับกระแสลงทุนโลกนวัตกรรมหุ่นยนต์

นางสาวกุลธิดา กุลวิบูลย์อนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส เวลธ์พลัส-บริหารสินทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจ Wealth Management หรือการบริหารสินทรัพย์ลูกค้ามีอัตราเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วง 2 ปีหลัง พบว่า รายได้ในกลุ่มนี้จากที่เคยโตเฉลี่ยปีละ 10-15% เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 27% ในปีที่ผ่านมา หลังจากเกิดปัญหาการผิดนัดชำระตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บี/อี)ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะเงินท่วม หาที่ลงทุนไม่ได้

[caption id="attachment_267693" align="aligncenter" width="335"] กุลธิดา กุลวิบูลย์อนันต์ กุลธิดา กุลวิบูลย์อนันต์[/caption]

ประกอบกับเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วง 2 ปีหลัง จึงเห็นลูกค้าไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากเงินที่ลงทุนในไทยไม่กระจายพอ โดยลูกค้าที่ไปลงทุนต่างประเทศที่เพิ่มเข้ามา หลักๆ ยังเป็นสหรัฐอเมริกา ส่วนในยุโรป ยังมีประเด็นในเรื่องการเมืองและการเลือกตั้งที่ยังไม่นิ่ง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยนั้น ราคาได้ปรับขึ้นไปมากแล้ว และการเลือกตั้งที่คาดจะเป็น Sentiment บวกในปีนี้ ก็ได้เลื่อนออกไป จึงแนะให้เลือกโดยดูจากผลประกอบการบริษัทเป็นหลัก จึงเน้นการลงทุนในต่างประเทศมากกว่า เพราะเซ็กเตอร์ที่จะลงทุนในไทยยังน้อย

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศปีนี้จะเน้น 2 ธีมหลักคือ 1.ลงทุนในหุ้นที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ( : Artificial Intelligence) หรือหุ่นยนต์ (Robotics) ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งกว่า 80% อยู่ในสหรัฐอเมริกา และแนวโน้มหุ้นในกลุ่ม AI สมองกลอัจฉริยะถือเป็น Core Investment และเป็น กระแสการลงทุนโลกที่ยังไปได้นาน 10-20 ปี และ 2. หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทฯได้แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์ในสหรัฐฯ มาระยะหนึ่ง โดยมองว่าราคา P/BV Ratio ที่กว่า 1 เท่า ยังลงทุนได้ โดยคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟดจะปรับขึ้นภายในปีนี้ 3-4 ครั้ง

“ที่ผ่านมาทั้งลูกค้าได้เรียกร้อง และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ ( RM :Relationship Manager) เราก็ได้แนะนำให้ไปลงในออฟชอร์(Offshore) มากขึ้น อย่างกองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ รวมกับเงินออฟชอร์ที่เราคอนเวิร์สจากเงินบาทไปลงทุนอยู่ที่ประมาณ 70%ส่วนอีก 30%อาจเป็นหุ้นไทยผสมกับกองทุนรวมหุ้นไทยรวมถึงโปรดักต์ ในประเทศ อาทิ การลงทุนใน “สตรักเจอร์โปรดักต์” หรือกองทุนรวมผสมกึ่งตราสารหนี้-ทุน(ไฮบริด) ซึ่งเป็นโปรดักต์ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนแทนการลงทุนในหุ้น หลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์”ได้รับการเลือกตั้ง และหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นแพง ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง 12-20% ต่อปี”

แบนเนอร์รายการฐานยานยนต์ นางสาวกุลธิดากล่าวต่อว่า ขณะนี้บริษัทยังมีนโยบายที่จะไปเข้าไปเทรดในตลาดหุ้น Frontier Market (ตลาดชายขอบ)มากขึ้น นอกเหนือจากลงในประเทศพัฒนา, ตลาดเกิดใหม่ ( Emerging Market) โดยผ่านกองทุนรวม หรือบริการเทรดหุ้น อาทิในตลาดหุ้นเวียดนาม เป็นต้น

ปัจจุบัน ทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ของกลุ่ม Wealth Management บล. เอเซีย พลัสฯ อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท เป็น AUM ลูกค้าเฉลี่ยต่อรายที่ 30-50 ล้านบาท (ขั้นตํ่าที่ 10 ล้านบาท) และตั้งเป้าหมายรายได้กลุ่มเวลธ์ ปี 2561-2563 จะมีอัตราโตเฉลี่ยปีละ 30% จากปี 2560 ที่โต 26-27% โดยแผนงานในปีนี้บริษัทจะขยายเจ้าหน้าที่ RM เพิ่มเป็น 70 คน จากปัจจุบันที่มี 30-40 คน เพื่อรองรับบริการเวลธ์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ ผู้บริหารระดับกลาง และทายาทธุรกิจ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,348 วันที่ 15 - 17 มีนาคม พ.ศ. 2561
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market