
SSPรับรู้รายได้เพิ่มQ2 กู้แบงก์2พันล.รุกลงทุน
SSP รับรู้รายได้เพิ่ม Q2/61 หลังทยอยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสู่ระบบปีนี้อีก 31.2 MW ดันรายได้ทั้งปีโตไม่ตํ่ากว่า 25% เปิดพอร์ตโครงการในมือกว่า 178 MW มั่นใจได้ตามเป้าใน 3 ปี พร้อมเล็งต่อยอดลงทุนพลังงานทดแทนกลุ่มประเทศอาเซียน
นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP กล่าวว่า จากเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ว่าภายในปี 2563 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเข้าสู่ระบบ 200 เมกะวัตต์ (MW) ปัจจุบันบริษัทมีโครงการในมือแล้ว 178.8 MW ที่จะทยอยเข้ามาในช่วง 3 ปี (2561-2563)
[caption id="attachment_264018" align="aligncenter" width="335"]
วรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์[/caption]
โดยในปีนี้จะมีโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 31.2 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งจะมาจากโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น 2 แห่งคือ 1. โครงการโรงไฟฟ้า Hidaka ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 18.2 MW คาดจะจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในไตรมาส 1/2561 และจะรับรู้รายได้เพิ่มในไตรมาส 2/2561 เป็นต้นไป และ 2. โครงการ Zouen กำลังการผลิต 8 MW จะจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในไตรมาส 4/2561 และยังมีโครงการในไทยคือ โครง การโซลาร์สำหรับหน่วยงานราชการ/องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกกำลังการผลิต5 MW กำหนด COD ในไตรมาส 4/2561 ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งในปี 2561 รวม 103 MW ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากำลังการผลิต 83.2 MW
“กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มเข้าระบบ 31.2 MW จะทำให้รายได้บริษัทในปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 20-25% จากปีก่อน อย่างไรก็ดีบริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตของ Core profit (กำไรปกติ) มากกว่ากำไรสุทธิ ซึ่งประมาณ Core profit ปี 2560 จะอยู่ที่ 450-500 ล้านบาท ขณะที่นโยบายจ่ายปันผลอยู่ที่ 40% ของกำไร”
ส่วนแผนปี 2562-2563 มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งและ COD เพิ่มอีก 12.0 MW และ 83.6 MW ตามลำดับ มาจากโครงการในมองโกเลียคือ khonshighKundi กำลังการผลิต 12 MW กำหนด COD ไตรมาส 1/2562 และโครงการในญี่ปุ่นอีก 3 โครงการ กำหนด COD ภายในไตรมาส 2/2563 ประกอบด้วยโครงการ Yamaga กำลังการผลิต 31.1 เมกะวัตต์,โครงการ Yamaga2 กำลังการผลิต 12.5 เมกะวัตต์ และโครงการ Leo กำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์
ทั้งนี้หากโครงการผลิตไฟฟ้า COD ครบทุกโครงการโครงสร้างรายได้ของบริษัทจะมาจากในประเทศและต่างประเทศสัดส่วน 50:50 จากปัจจุบันที่รับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้ง 52 เมกะวัตต์และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) 40 เมกะวัตต์”
นายวรุตม์ กล่าวต่อว่า บริษัทมีเงินทุนรองรับอีกประมาณ 900 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) วงเงิน 1,700 ล้านบาท โดยล่าสุดได้รับอนุมัติวงเงินกู้อีก 2,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินไทย 2 แห่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 4% ต่อปี ซึ่งจะรองรับการลงทุนในอนาคตได้อีก 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินต่อทุนบริษัทอยู่ที่ 0.56 เท่าและคาดมีอัตราผลตอบแทน (IRR) ไม่ตํ่ากว่าเลข 2 หลัก
บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ในเวียดนาม อินโดนีเซีย โดยเฉพาะในธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม โรงไฟฟ้าชีวมวล อีกทั้งมีแผนจะขยายธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป โดยตั้งเป้าปี 2561 จะมีกำลังการผลิตไม่ตํ่ากว่า 10 MWจากปัจจุบันเข้าไปลงทุนติดตั้งระบบเพื่อขายไฟฟ้าขนาด 1.4 MW ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,344 วันที่ 1 - 3 มีนาคม พ.ศ. 2561
นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP กล่าวว่า จากเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ว่าภายในปี 2563 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเข้าสู่ระบบ 200 เมกะวัตต์ (MW) ปัจจุบันบริษัทมีโครงการในมือแล้ว 178.8 MW ที่จะทยอยเข้ามาในช่วง 3 ปี (2561-2563)
[caption id="attachment_264018" align="aligncenter" width="335"]
โดยในปีนี้จะมีโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเพิ่มอีก 31.2 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งจะมาจากโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น 2 แห่งคือ 1. โครงการโรงไฟฟ้า Hidaka ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 18.2 MW คาดจะจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ในไตรมาส 1/2561 และจะรับรู้รายได้เพิ่มในไตรมาส 2/2561 เป็นต้นไป และ 2. โครงการ Zouen กำลังการผลิต 8 MW จะจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในไตรมาส 4/2561 และยังมีโครงการในไทยคือ โครง การโซลาร์สำหรับหน่วยงานราชการ/องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกกำลังการผลิต5 MW กำหนด COD ในไตรมาส 4/2561 ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งในปี 2561 รวม 103 MW ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากำลังการผลิต 83.2 MW
“กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มเข้าระบบ 31.2 MW จะทำให้รายได้บริษัทในปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 20-25% จากปีก่อน อย่างไรก็ดีบริษัทให้ความสำคัญกับการเติบโตของ Core profit (กำไรปกติ) มากกว่ากำไรสุทธิ ซึ่งประมาณ Core profit ปี 2560 จะอยู่ที่ 450-500 ล้านบาท ขณะที่นโยบายจ่ายปันผลอยู่ที่ 40% ของกำไร”
ทั้งนี้หากโครงการผลิตไฟฟ้า COD ครบทุกโครงการโครงสร้างรายได้ของบริษัทจะมาจากในประเทศและต่างประเทศสัดส่วน 50:50 จากปัจจุบันที่รับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้ง 52 เมกะวัตต์และมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) 40 เมกะวัตต์”
นายวรุตม์ กล่าวต่อว่า บริษัทมีเงินทุนรองรับอีกประมาณ 900 ล้านบาท จากวงเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) วงเงิน 1,700 ล้านบาท โดยล่าสุดได้รับอนุมัติวงเงินกู้อีก 2,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินไทย 2 แห่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย 4% ต่อปี ซึ่งจะรองรับการลงทุนในอนาคตได้อีก 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินต่อทุนบริษัทอยู่ที่ 0.56 เท่าและคาดมีอัตราผลตอบแทน (IRR) ไม่ตํ่ากว่าเลข 2 หลัก
บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ในเวียดนาม อินโดนีเซีย โดยเฉพาะในธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม โรงไฟฟ้าชีวมวล อีกทั้งมีแผนจะขยายธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป โดยตั้งเป้าปี 2561 จะมีกำลังการผลิตไม่ตํ่ากว่า 10 MWจากปัจจุบันเข้าไปลงทุนติดตั้งระบบเพื่อขายไฟฟ้าขนาด 1.4 MW ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,344 วันที่ 1 - 3 มีนาคม พ.ศ. 2561






