
KTAM ลั่นปีนี้โต1.2 แสนล้าน ขยับ AUM แตะ 8.38 แสนล้าน ลุยออกอินฟราฟันด์
บลจ.กรุงไทยฯ ตั้งเป้าปีนี้โต 1.2 แสนล้านบาท ดันสินทรัพย์แตะ 8.38 แสนล้านบาท ลุยออกกองทุนรวม-อินฟราสตรัคเจอร์ มองหุ้นไทยเป้าหมาย 1,900 จุด ระยะสั้นอาจปรับฐานแนะกระจายลงทุนลดความเสี่ยง
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTAM)เปิดเผยถึงแผนงานปี 2561 ว่า บริษัทตั้งเป้าขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM)แตะ 838,000ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 120,000 ล้านบาท หรือ 18% จากสิ้นปี2560 มีมูลค่าสินทรัพย์ 714,247 ล้านบาทโดยมีแผนออกกองทุนรวมใหม่ต่อเนื่องรวมทั้งขยายฐานลูกค้าสถาบันและนักลงทุนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น
โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดขายหน่วยลงทุน7 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนที่จัดสรรนํ้าการลงทุน (Asset Allocation ) จำนวน 4 กองทุนภายใต้ชื่อกองทุนมั่งคั่ง มีทรัพย์ ศรีศิริ สุขใจ (มั่งมีศรีสุข) กองทุนต่างประเทศประเภท Unit Link จำนวน 3 กองทุนรวมทั้งมีแผนออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานด้วย
นอกจากนั้นบริษัทจะเปิดตัวเน้นการให้นักลงทุนได้เข้าถึงข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนได้ง่ายและสะดวกขึ้นผ่าน ช่องทาง Social media เช่น Mobile App ในการซื้อขายหน่วยลงทุนและ Website ใหม่ และจะพัฒนาระบบ IT ร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนในการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น
นายวีระ วุฒิคงศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทยฯ กล่าวว่า ตลาดหุ้นยังคงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนในปี 2561 โดยมีปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนคือ สภาพคล่องในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับที่สูงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับตํ่า ขณะที่สินทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่นให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างตํ่าเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง ภาพรวมเศรษฐกิจต่างประเทศและเศรษฐกิจไทยก็มีการขยายตัวต่อเนื่อง จากปีก่อนหน้า
“ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ราคานํ้ามันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ” นายวีระกล่าว
อย่างไรก็ตามภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ น่าจะผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากตลาดหุ้นสำคัญปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ระยะสั้นจึงอาจปรับฐานหรือเกิดแรงขายทำกำไร กลยุทธ์การลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยปรับพอร์ตการลงทุนให้มีการลงทุนที่กระจายตัวทั้งจำนวนหุ้นและกระจายรายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยปรับลดสัดส่วนในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมากเกินมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน
ในขณะที่การปรับตัวลงแรงของตลาดหุ้น หากเกิดขึ้นจะเป็นจังหวะในการเข้าลงทุนต่อ โดยคาดว่า Downside riskไม่น่าจะมากมองแนวรับ 1,760 จุด แม้ว่าระดับดัชนี ในปัจจุบันใกล้ระดับดัชนีเป้าหมายของปีนี้ ซึ่งบริษัทมองไว้ที่ 1,900 จุด ค่าพี/อี 17.5 เท่า กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตประมาณ 12%
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนจะเน้นการลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการบริโภค(Domestic play) และการลงทุนภายในประเทศ(การฟื้นตัวของวัฏจักรการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน) เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มสื่อและกลุ่มยานยนต์ขณะที่หุ้นในกลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรเคมี ที่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลก ซึ่งหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ราคาหุ้นมักจะมีความเคลื่อนไหวผันผวนตามแนวโน้มราคานํ้ามัน ก็อาจใช้โอกาสจากความผันผวนดังกล่าวเป็นการ Trading ในระยะสั้นได้
“ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในด้านลบจากอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศฯ(ICT) โดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ยังขาดความชัดเจนในการเปิดประมูล คลื่นความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,336 วันที่ 1 - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTAM)เปิดเผยถึงแผนงานปี 2561 ว่า บริษัทตั้งเป้าขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM)แตะ 838,000ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 120,000 ล้านบาท หรือ 18% จากสิ้นปี2560 มีมูลค่าสินทรัพย์ 714,247 ล้านบาทโดยมีแผนออกกองทุนรวมใหม่ต่อเนื่องรวมทั้งขยายฐานลูกค้าสถาบันและนักลงทุนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น
โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดขายหน่วยลงทุน7 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนที่จัดสรรนํ้าการลงทุน (Asset Allocation ) จำนวน 4 กองทุนภายใต้ชื่อกองทุนมั่งคั่ง มีทรัพย์ ศรีศิริ สุขใจ (มั่งมีศรีสุข) กองทุนต่างประเทศประเภท Unit Link จำนวน 3 กองทุนรวมทั้งมีแผนออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานด้วย
นายวีระ วุฒิคงศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทยฯ กล่าวว่า ตลาดหุ้นยังคงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุนในปี 2561 โดยมีปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนคือ สภาพคล่องในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับที่สูงและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับตํ่า ขณะที่สินทรัพย์เพื่อการลงทุนอื่นให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างตํ่าเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง ภาพรวมเศรษฐกิจต่างประเทศและเศรษฐกิจไทยก็มีการขยายตัวต่อเนื่อง จากปีก่อนหน้า
“ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ราคานํ้ามันและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ” นายวีระกล่าว
อย่างไรก็ตามภาพรวมตลาดหุ้นปีนี้ น่าจะผันผวนมากกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากตลาดหุ้นสำคัญปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ระยะสั้นจึงอาจปรับฐานหรือเกิดแรงขายทำกำไร กลยุทธ์การลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยปรับพอร์ตการลงทุนให้มีการลงทุนที่กระจายตัวทั้งจำนวนหุ้นและกระจายรายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยปรับลดสัดส่วนในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมากเกินมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน
ในขณะที่การปรับตัวลงแรงของตลาดหุ้น หากเกิดขึ้นจะเป็นจังหวะในการเข้าลงทุนต่อ โดยคาดว่า Downside riskไม่น่าจะมากมองแนวรับ 1,760 จุด แม้ว่าระดับดัชนี ในปัจจุบันใกล้ระดับดัชนีเป้าหมายของปีนี้ ซึ่งบริษัทมองไว้ที่ 1,900 จุด ค่าพี/อี 17.5 เท่า กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตประมาณ 12%
“ควรหลีกเลี่ยงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบในด้านลบจากอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศฯ(ICT) โดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ยังขาดความชัดเจนในการเปิดประมูล คลื่นความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,336 วันที่ 1 - 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561






