
บล.KTBST คาดตลาดหุ้นสัปดาห์นี้อาจแกว่งตัวผันผวน กรอบดัชนี 1,800-1,840 จุด
บล.KTBST คาดตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (22-26 ม.ค.) อาจแกว่งตัวผันผวน upside หุ้นเริ่มมีไม่มากและมีการขายทำกำไร จับตาตัวเลขเศรษฐทั้งในและต่างประเทศ กลยุทธ์ลงทุนเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวก กลุ่มเด่นได้แก่ พลังงาน โทรศัพท์ คาดการณ์กรอบดัชนีสัปดาห์นี้ที่ 1,800-1,840 จุด
[caption id="attachment_252342" align="aligncenter" width="503"]
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์[/caption]
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (22-26 ม.ค.) ว่า ดัชนีฯมีแนวโน้มผันผวนสูง ช่วงที่ผ่านมาปัจจัยถ่วงตลาดมีเข้ามาน้อยทำให้ตลาดเดินหน้าจนขึ้นไปทำ high ถึง 1,837 จุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ด้วยตัวแปรที่ทำให้มีการชะลอการลงทุน ตั้งแต่กำหนดการเลือกตั้งของไทย การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินบาทแข็ง กอรปกับ upside ของราคาหุ้นหลักๆนั้นเหลือน้อยจึงมีแรงขายทำกำไรเข้ามาในตลาด และยังจะทำให้ตลาดมีความผันผวนต่อมาถึงสัปดาห์นี้ ส่วนตัวแปรอื่นๆ ที่มีผลต่อตลาดในสัปดาห์นี้ คือ ค่าเงินดอลล่าร์ , ตัวเลขส่งออกและยอดขายรถของไทย รวมถึงการประชุม ECB ในสัปดาห์นี้
ส่วนกลยุทธ์ลงทุนคาดการณ์กรอบดัชนีสัปดาห์นี้ที่ 1,800-1,840 จุด แม้ตลาดจะมีการ rebound ขึ้นมา แต่เรายังแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ต หรือเลือกขายหุ้นบางส่วนที่เริ่มไปต่อเพื่อรอความชัดเจนของทิศทางตลาด การเข้าลงทุนในสัปดาห์นี้ คงต้องเน้นกลุ่มที่มีความปลอดภัย รวมถึงมีปัจจัยบวกหรือราคาปรับลงมามาก และเลือกเป็นรายตัว กลุ่มที่เป็น Top pick มองว่าเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มโทรศัพท์ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่กลุ่มธนาคารคงต้องเลือกตัวที่กำไรดี
ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ของสหรัฐฯ ในวันที่ 26 มกราคม คาดว่าจะออกมาที่ 3% (QoQ) ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 3.2% และตัวเลขยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนคาดว่าจะออกมาที่ +0.8% (MoM) ชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 1.3% (MoM)
ขณะที่ตลาดยุโรป ติดตามการประชุม ECB ในวันที่ 25 คาดว่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0% และจะมีการปรับประมาณการ GDP 2018-2019 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามในการประชุมรอบนี้คือแนวทางการดำเนินนโยบายของ ECB หลังจากในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ตลาดเริ่มมีการคาดการณ์ว่าจะเริ่มมีการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนวันที่ 23 จะมีการรายงานตัวเลข ZEW Economics sentiment จากทางเยอรมัน ที่คาดว่าจะออกมาที่ 18% ใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า 17.4% ส่วนในวันที่ 25 ม.ค. จะมีการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากทางเยอรมันคาดว่าจะออกมาทรงตัวที่ 10.8% และในวันที่ 26 ม.ค. จะมีการรายงาน GDP ไตรมาส4 จากทางยุโรป คาดว่าจะออกมาที่ 1.8% เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ 1.7%
ด้านเอเชีย ในวันที่ 23 ม.ค. จับตาการประชุม BOJ คาดว่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ -0.1% และการประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจของปีหน้า คาดว่าจะมีการปรับประมาณการ GDP 2018 – 2019 เพิ่มขึ้น ส่วนในวันที่ 24 ม.ค. จะมีการรายงานการส่งออกและนำเข้าของไทย คาดว่าส่งออกจะออกมาที่ 10.65% ชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 16.2% และตัวเลขนำเข้าคาดว่าจะออกมาที่ 10.35% ลดลงจากก่อนหน้าที่ 13.7% และทางญี่ปุ่นจะมีการรายงานตัวเลขการส่งออกเช่นกัน คาดว่าจะออกมาที่ 10.1% ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 16.2% ในขณะที่การนำเข้าคาดว่าจะออกมาที่ 12.3% ลดลงจากก่อนหน้าที่ 17.2% ส่งผลให้ดุลการค้าคาดว่าจะออกมาเกินดุลที่ 530 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ เกินดุล 113 พันล้านเยน ในวันที่ 25 ม.ค. จะมีการรายงาน GDP ไตรมาส4 ล่วงหน้าจากทางเกาหลีใต้ คาดว่าจะออกมาที่ 4.5% เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ 3.8% และในวันที่ 26 ม.ค. จะมีการรายงานเงินเฟ้อจากทางญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะออกมาที่ 0.3% ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 0.6%
[caption id="attachment_252342" align="aligncenter" width="503"]
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (22-26 ม.ค.) ว่า ดัชนีฯมีแนวโน้มผันผวนสูง ช่วงที่ผ่านมาปัจจัยถ่วงตลาดมีเข้ามาน้อยทำให้ตลาดเดินหน้าจนขึ้นไปทำ high ถึง 1,837 จุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ด้วยตัวแปรที่ทำให้มีการชะลอการลงทุน ตั้งแต่กำหนดการเลือกตั้งของไทย การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินบาทแข็ง กอรปกับ upside ของราคาหุ้นหลักๆนั้นเหลือน้อยจึงมีแรงขายทำกำไรเข้ามาในตลาด และยังจะทำให้ตลาดมีความผันผวนต่อมาถึงสัปดาห์นี้ ส่วนตัวแปรอื่นๆ ที่มีผลต่อตลาดในสัปดาห์นี้ คือ ค่าเงินดอลล่าร์ , ตัวเลขส่งออกและยอดขายรถของไทย รวมถึงการประชุม ECB ในสัปดาห์นี้
ส่วนกลยุทธ์ลงทุนคาดการณ์กรอบดัชนีสัปดาห์นี้ที่ 1,800-1,840 จุด แม้ตลาดจะมีการ rebound ขึ้นมา แต่เรายังแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ต หรือเลือกขายหุ้นบางส่วนที่เริ่มไปต่อเพื่อรอความชัดเจนของทิศทางตลาด การเข้าลงทุนในสัปดาห์นี้ คงต้องเน้นกลุ่มที่มีความปลอดภัย รวมถึงมีปัจจัยบวกหรือราคาปรับลงมามาก และเลือกเป็นรายตัว กลุ่มที่เป็น Top pick มองว่าเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มโทรศัพท์ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่กลุ่มธนาคารคงต้องเลือกตัวที่กำไรดี
ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ของสหรัฐฯ ในวันที่ 26 มกราคม คาดว่าจะออกมาที่ 3% (QoQ) ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 3.2% และตัวเลขยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนคาดว่าจะออกมาที่ +0.8% (MoM) ชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 1.3% (MoM)
ด้านเอเชีย ในวันที่ 23 ม.ค. จับตาการประชุม BOJ คาดว่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ -0.1% และการประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจของปีหน้า คาดว่าจะมีการปรับประมาณการ GDP 2018 – 2019 เพิ่มขึ้น ส่วนในวันที่ 24 ม.ค. จะมีการรายงานการส่งออกและนำเข้าของไทย คาดว่าส่งออกจะออกมาที่ 10.65% ชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 16.2% และตัวเลขนำเข้าคาดว่าจะออกมาที่ 10.35% ลดลงจากก่อนหน้าที่ 13.7% และทางญี่ปุ่นจะมีการรายงานตัวเลขการส่งออกเช่นกัน คาดว่าจะออกมาที่ 10.1% ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 16.2% ในขณะที่การนำเข้าคาดว่าจะออกมาที่ 12.3% ลดลงจากก่อนหน้าที่ 17.2% ส่งผลให้ดุลการค้าคาดว่าจะออกมาเกินดุลที่ 530 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ เกินดุล 113 พันล้านเยน ในวันที่ 25 ม.ค. จะมีการรายงาน GDP ไตรมาส4 ล่วงหน้าจากทางเกาหลีใต้ คาดว่าจะออกมาที่ 4.5% เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่ 3.8% และในวันที่ 26 ม.ค. จะมีการรายงานเงินเฟ้อจากทางญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะออกมาที่ 0.3% ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่ 0.6%






