thansettakij
thansettakij
กรรการร่วมภาคเอกชนประเมินปีนี้จีดีพีโต3.5% ได้อานิสงส์ส่งออกขยายตัว 2% การลงทุนจริง1.5 ล้านล้าน

กรรการร่วมภาคเอกชนประเมินปีนี้จีดีพีโต3.5% ได้อานิสงส์ส่งออกขยายตัว 2% การลงทุนจริง1.5 ล้านล้าน

07 ม.ค. 59 | 07:00 น.
อัปเดตล่าสุด :30 พ.ค. 59 | 10:56 น.
กกร. คาดการณ์จีดีพีปีนี้ขยายตัว 3-3.5% ชี้ได้อานิสงส์จากส่งออกเติบโต 2% ด้าน และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ขณะที่ส.อ.ท."สุพันธุ์" ระบุ ยอดลงทุนจริงภาครัฐ-เอกชน ไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ แต่ในระวังปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และปัญหาภัยแล้ง ขณะที่มาตรการจูงใจเอสเอ็มอีเข้าระบบ ฉุดรายได้ร่วง 1 หมื่นล้านบาท

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา กกร.ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมาเป็นไปลักษณะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จึงได้ประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของประเทศในปี 2559 นี้ น่าจะขยายตัวได้ระหว่าง 3-3.5 % จากปีก่อนที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับใกล้เคียง 3 %

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้จีดีพีขยายตัวไดดังกล่าว จะมาจากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่ายังเติบโตต่อเนื่องจากปี 2558 ที่มีประมาณนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 30 ล้านคน นอกจากนี้ จากการประมาณการณ์ตัวเลขการส่งออกของปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ 2 % จากที่ปีก่อนติดลบ 5 % ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศจะได้อานิสงส์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เป็นตลาดเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะในแต่ละประเทศเพื่อนบ้านที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 10-15 % รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนตัวค่อนข้างมาก จะเป็นผลดีต่อการส่งออกมากขึ้น

นอกจากนี้ จากการที่รัฐบาลได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน โดยเฉพาะโครงการที่ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ตั้งแต่ปี 2557-2558 ที่มียอดเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ประกอบกับการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบซุปเปอร์คลัสเตอร์ น่าจะช่วยให้ในปีนี้เกิดการลงทุนจริงได้ไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านล้านบาท และยังมีเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐในโครงการเมกะโปรเจคต์ ที่จะลงทุนจริงในปีนี้ประมาณ 20% จากวงเงินทั้งหมด 1.9 ล้านล้านบาท หรือ ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท ทำให้ในปีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลทำให้การขยายตัวจีดีพีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไมว่าจะเป็นปัญหาหาภัยแล้ง ที่จะส่งผลทำให้ผลผลิตของเกษตรกรลดน้อยลง ส่งผลต่อรายได้ที่ลดลง ในการนำมาจับจ่ายใช้สอย ขณะเดียวกันการจะผลักดันให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ได้หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องไม่ง่าย เนื่องจากตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ จะเป็นตัวฉุดการส่งออกที่สำคัญ เพราะขณะนี้เองจีนกำลังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่ในระดับไม่ถึง 7 % ทำให้การสั่งนำเข้าสินค้าลดลงตามไปด้วย ดังนั้น จะต้องติดตามสถานการณ์ของภาวะเศรษฐกิจจีนอย่างใกล้ชิด รวมทั้ง เหตุการณ์ก่อการร้ายการร้ายในกลุ่มประเทศยุโรป และเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน เป็นต้น

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน กล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ จะเป็นเรื่องของการก่อการร้ายในสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลต่อความต้องการใช้สินค้าลดน้อยลง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทุกประเทศอาจจะได้รับในการส่งออก ดังนั้น ภาคเอกชนและภาครัฐคงจะต้องร่วมมือกันในการผลักดัน

นอกจากนี้ ในที่ประชุมกกร.ได้มีการหารือถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ผ่านมาของภาครัฐ ในการซื้อสินค้าไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท สามารถหัดลดหย่อนการคำนวณภาษี ซึ่งได้ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ผู้ประกอบการค้าปลีกเติบโตขึ้น 15 – 20% เกิดเม็ดเงินสะพัดกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลมีนโยบายต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการอุปโภคบริโภคในประเทศ

ขณะที่การออกพระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 ยืนยันไม่ใช่การนิรโทษกรรมภาษี แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกเว้นการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง และจะยกเว้นภาษีจูงใจในปีแรก และเสียเพียง 10% ในปีที่ 2 ซึ่งประเมินว่า มาตรการนี้จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบภาษีเพิ่มมากขึ้น โดยหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กว่า 81% หรือ 3.4 แสนราย เข้าสู่ระบบภาษี จะทำให้รัฐเสียรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่จะมีภาษีทางอ้อมกลับคืนมา เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งรายได้ที่สูญเสียไปถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการวางรากฐานเอสเอ็มอีของประเทศ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,120 วันที่ 7 - 9 มกราคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market