
‘คลัง’ รวยหุ้นอู้ฟู่ โกยกำไร 390,951 ล้าน ASIAN แชมป์พุ่ง 254%
กระทรวงการคลังได้อานิสงส์จากดัชนีหุ้นสร้างสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล ( All Time High ) กวาดกำไรจากราคาหุ้นที่ถือหุ้นใหญ่ทั้งหมด 9 บริษัท รวมทั้งสิ้น 390,951 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปิดสิ้นปี 2559
วันที่ 27 ธันวาคม 2560 ตลาดหุ้นไทยสร้างประวัติศาสตร์ ดัชนีหุ้น All Time High ระหว่างวันที่ระดับ 1,763.36 จุด ก่อนย่อตัวลงปิดที่ระดับ1,752.89 จุด เทียบกับที่เคยปิดสูงสุดในปี 2557 ที่ระดับ 1,753 จุด นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ อย่างกลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ผู้ที่ได้ผลประโยชน์สูงสุด คือกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 1,459.88 ล้านหุ้น คิดเป็น 51.11% เฉพาะปีนี้ได้กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินทั้งสิ้น 99,272.22 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2560) ทั้งนี้ ไม่รวมการถือหุ้นของกองทุนวายุภักษ์
นอกจากนั้นหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่ทะยานขึ้นแรง หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้น (แตกพาร์) จากหุ้นละ 10 บาทเหลือ 1 บาท ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 และหุ้นได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นจำนวน 10,000 ล้านหุ้น คิดเป็น 70% ได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นทั้งสิ้น 2.87 แสนล้านบาท ไม่รวมกองทุนวายุภักษ์เช่นกัน
ส่วนการลงทุนในบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กระทรวงการคลัง ถือหุ้นใหญ่จำนวน 1,113.93 ล้านหุ้น คิดเป็น 51.03% ขาดทุนจากราคาหุ้น 5,792.44 ล้านบาท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP คลังถือจำนวน 137.44 ล้านหุ้น หรือ 9.98% ได้กำไรจากราคาหุ้น 1,030.82 ล้านบาท การถือหุ้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB จำนวน 11,364.28 ล้านหุ้นหรือ 25.92% ได้กำไร 10,682.42 ล้านบาท
นอกจากนั้น กระทรวงการคลังยังมีการถือหุ้นบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI จำนวน 31 ล้านหุ้น หรือ 13.81% ได้กำไรจากราคาหุ้นจำนวน 40.56 ล้านบาท แต่ การถือหุ้น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT จำนวน 452.13 ล้านหุ้น สัดส่วน 65.80% กลับขาดทุน 1,220.76 ล้านบาท จากราคาหุ้นที่ทรุดลง 11.60 บาท และขาดทุนประมาณ 84 ล้านบาท จากการถือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC จำนวน 20 ล้านหุ้น หรือ 16.09%
สำหรับหุ้นอื่นๆ มีหลายตัวที่ทำ all time high เช่นบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ฯ (EA) ก็สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นายสมโภชน์ อาหุนัย ที่ถืออยู่จำนวน 23.30% ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 46,065 ล้านบาท ณ ราคาหุ้นที่ 53 บาท
ทางด้านบริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ฯ ได้เก็บสถิติราคาหุ้นในปี 2560 ณ วันที่ 25 ธันวาคมพบว่า บริษัท ห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN ให้อัตราผลตอบแทนสูงสุด 254.41% รองลงมาคือบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS แจกกำไร 246.15% อันดับ 3 บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI กำไร 232.98% อันดับ 4 บริษัทเงินทุน ศรีสวัสดิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BFIT กำไร 224.56% และอันดับ 5 บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP กำไร 178.23%
ขณะเดียวกันมีบริษัทที่ราคาปรับตัวลดลงมากที่สุด ได้แก่ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL ลดลง 86.66% เนื่องจากมีข่าวลบเข้ามากระทบ และมีการถูกแก้ไขงบการเงินมีผลต่อผลการดำเนินงานพลิกจากกำไรมาเป็นขาดทุนสุทธิถึง 1,940 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนปีนี้
บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (ASP) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2560 ตลาดหุ้นไทย ให้ผลตอบแทนราว 13.5% เทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน เหมือนจะไม่สูงมากเช่น อินเดีย บวกถึง 27.73%, ฟิลิปปินส์ บวก 23.27% และอินโดนีเซีย บวก 17.45% เป็นต้น แต่หากรวมผลตอบแทน 2 ปี (2559-2560) พบว่า หุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 36% สูงสุดแห่งหนึ่งในตลาดหุ้นเอเชีย ใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย ที่ทำได้ราว 35.5% แต่สูงกว่าอินเดีย ที่ราว 29% และฟิลิปปินส์ราว 22%
สำหรับตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วง 2 ปีนี้ คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราว 42% รองลงมาคือฮ่องกง ราว 35% และไต้หวัน เกือบ 25%
“ฝ่ายวิจัย ASP มองว่า การที่ดัชนีหุ้นปรับขึ้นแรงช่วงปลายปี อาจทำให้มีแรงขายทำกำไรในไตรมาส 1/2561 ได้ โดยเฉพาะจากการขาย LTF ที่ครบ 5 ปีตามเกณฑ์ ทำให้ ดัชนีหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 1,693-1,744 จุด กลยุทธ์ในช่วงนี้ จึงควรขายหุ้นที่ราคาเกินมูลค่าพื้นฐานแล้ว โดยหันมาเลือกเก็บหุ้นปันผล และหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นน้อยกว่าตลาดและกลุ่ม จะปลอดภัยกว่า” บล.เอเซียพลัสฯ ระบุ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561
วันที่ 27 ธันวาคม 2560 ตลาดหุ้นไทยสร้างประวัติศาสตร์ ดัชนีหุ้น All Time High ระหว่างวันที่ระดับ 1,763.36 จุด ก่อนย่อตัวลงปิดที่ระดับ1,752.89 จุด เทียบกับที่เคยปิดสูงสุดในปี 2557 ที่ระดับ 1,753 จุด นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ อย่างกลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ผู้ที่ได้ผลประโยชน์สูงสุด คือกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 1,459.88 ล้านหุ้น คิดเป็น 51.11% เฉพาะปีนี้ได้กำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเป็นเงินทั้งสิ้น 99,272.22 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2560) ทั้งนี้ ไม่รวมการถือหุ้นของกองทุนวายุภักษ์
นอกจากนั้นหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่ทะยานขึ้นแรง หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้น (แตกพาร์) จากหุ้นละ 10 บาทเหลือ 1 บาท ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 และหุ้นได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นจำนวน 10,000 ล้านหุ้น คิดเป็น 70% ได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นทั้งสิ้น 2.87 แสนล้านบาท ไม่รวมกองทุนวายุภักษ์เช่นกัน
ส่วนการลงทุนในบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กระทรวงการคลัง ถือหุ้นใหญ่จำนวน 1,113.93 ล้านหุ้น คิดเป็น 51.03% ขาดทุนจากราคาหุ้น 5,792.44 ล้านบาท บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP คลังถือจำนวน 137.44 ล้านหุ้น หรือ 9.98% ได้กำไรจากราคาหุ้น 1,030.82 ล้านบาท การถือหุ้นธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB จำนวน 11,364.28 ล้านหุ้นหรือ 25.92% ได้กำไร 10,682.42 ล้านบาท
นอกจากนั้น กระทรวงการคลังยังมีการถือหุ้นบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI จำนวน 31 ล้านหุ้น หรือ 13.81% ได้กำไรจากราคาหุ้นจำนวน 40.56 ล้านบาท แต่ การถือหุ้น บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT จำนวน 452.13 ล้านหุ้น สัดส่วน 65.80% กลับขาดทุน 1,220.76 ล้านบาท จากราคาหุ้นที่ทรุดลง 11.60 บาท และขาดทุนประมาณ 84 ล้านบาท จากการถือหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC จำนวน 20 ล้านหุ้น หรือ 16.09%
สำหรับหุ้นอื่นๆ มีหลายตัวที่ทำ all time high เช่นบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ฯ (EA) ก็สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นายสมโภชน์ อาหุนัย ที่ถืออยู่จำนวน 23.30% ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่าสูงถึง 46,065 ล้านบาท ณ ราคาหุ้นที่ 53 บาท
ขณะเดียวกันมีบริษัทที่ราคาปรับตัวลดลงมากที่สุด ได้แก่ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL ลดลง 86.66% เนื่องจากมีข่าวลบเข้ามากระทบ และมีการถูกแก้ไขงบการเงินมีผลต่อผลการดำเนินงานพลิกจากกำไรมาเป็นขาดทุนสุทธิถึง 1,940 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนปีนี้
บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (ASP) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2560 ตลาดหุ้นไทย ให้ผลตอบแทนราว 13.5% เทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน เหมือนจะไม่สูงมากเช่น อินเดีย บวกถึง 27.73%, ฟิลิปปินส์ บวก 23.27% และอินโดนีเซีย บวก 17.45% เป็นต้น แต่หากรวมผลตอบแทน 2 ปี (2559-2560) พบว่า หุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงถึง 36% สูงสุดแห่งหนึ่งในตลาดหุ้นเอเชีย ใกล้เคียงกับอินโดนีเซีย ที่ทำได้ราว 35.5% แต่สูงกว่าอินเดีย ที่ราว 29% และฟิลิปปินส์ราว 22%
สำหรับตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วง 2 ปีนี้ คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราว 42% รองลงมาคือฮ่องกง ราว 35% และไต้หวัน เกือบ 25%
“ฝ่ายวิจัย ASP มองว่า การที่ดัชนีหุ้นปรับขึ้นแรงช่วงปลายปี อาจทำให้มีแรงขายทำกำไรในไตรมาส 1/2561 ได้ โดยเฉพาะจากการขาย LTF ที่ครบ 5 ปีตามเกณฑ์ ทำให้ ดัชนีหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 1,693-1,744 จุด กลยุทธ์ในช่วงนี้ จึงควรขายหุ้นที่ราคาเกินมูลค่าพื้นฐานแล้ว โดยหันมาเลือกเก็บหุ้นปันผล และหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นน้อยกว่าตลาดและกลุ่ม จะปลอดภัยกว่า” บล.เอเซียพลัสฯ ระบุ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,327 วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560 - 3 มกราคม พ.ศ. 2561






