
GULF โชว์ Q3 กำไร 675 ล้าน งวด 9 ดือนโกย 2.46 พันล.
GULF อวดงบไตรมาส 3 กำไรสุทธิ 675 ล้านบาท เติบโต 11% จากงวดปีก่อน หนุน 9 เดือนกำไร 2.46 พันล้านบาท เติบโต 343% ส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากบริษัทร่วม-กิจการร่วมค้าเพิ่มขึ้น หุ้นจ่อเทรด 6 ธ.ค.นี้
บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 6 ธ.ค.2560 แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 675.83 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.50 บาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 606.96 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.09 บาท
ส่วนงวด 9 เดือน ปี 2560 กำไรสุทธิ 2,469.63 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.90 บาท เพิ่มขึ้น 343% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 557.71 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.08 บาท
บริษัทฯ ชี้แจงผลงานงวด 9 เดือน ปี 2560 มีรายได้จากการขายไฟของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญจํานวน 1,812.16 ล้านบาท จาก 4.05 ล้านบาท ในงวด 9 เดือนปี 2559 เป็น 1,816.22 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการผลิตและจําหน่ายไฟฟ้าโดยโครงการโรงไฟฟ้า GVTP GTS1 และ GTS2 เพื่อจําหน่ายให้แก่ กฟผ. และการผลิตไฟฟ้าและไอนํ้าเพื่อจําหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมนับแต่เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ของแต่ละโครงการในเดือนพฤษภาคม 2560 เดือนกรกฎาคม 2560 และเดือนกันยายน 2560 ตามลําดับ เป็นต้นไป และยังรวมถึงการที่โครงการโรงไฟฟ้า GVTP GTS1 และ GTS2 จําหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในช่วงทดสอบระบบ (Commissioning) ของแต่ละโครงการโดยเริ่มรับรู้รายได้ดังกล่าวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 เดือนพฤษภาคม 2560 และเดือนกรกฎาคม 2560 ตามลําดับ
ส่วนรายได้ค่าบริหารจัดการของบริษัทฯ ลดลง 5.53 ล้านบาท หรือ 3.6% จาก 152.19 ล้านบาท สําหรับงวด 9 เดือน ปี 2559 เป็ น 146.66 ล้านบาท สําหรับงวด 9 เดือน ปี 2560 เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ได้ให้บริการบริหารจัดการเพิ่มเติมแก่บริษัทร่วม (GJP) เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี ก่อนหน้าซึ่งบริษัทฯ ให้บริการบริหารจัดการเพิ่มเติมแก่ GJP
นอกจากนี้บริษัทฯ มีกําไรขั้นต้น 409.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนมีเพียง 1.64 ล้านบาท นอกจากนี้อัตรากําไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นเป็น 20.8%โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟของโครงการโรงไฟฟ้ า GVTP GTS1 และ GTS2 อีกทั้งบริษัทฯ มีกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิจํานวน 706.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนมีจำนวน 182.53 ล้านบาท เนื่องมาจากบริษัทฯ มีเงินกู้ยืมที่เป็ นเงินตราต่างประเทศ
มากขึ้น เนื่องจากมีการจ่ายค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้ ามากขึ้นในปี2560 และการแข็งค่าของเงินสกุลบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในรอบระยะเวลาดังกล่าว
ด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 397.45 ล้านบาท จาก 282.27 ล้านบาท ในงวดปีก่อน จากการที่บริษัทฯ ปรับวิธีการบันทึกทางบัญชีสําหรับการรับรู้ค่าใช้จ่ายโบนัสพนักงานค้างจ่ายมาเป็นรายไตรมาสจากเดิมซึ่งรับรู้เมื่อสิ้นปีบัญชีเท่านั้น โดยการปรับวิธีการบันทึกทางบัญชีดังกล่าวมีผลนับแต่ปี 2560 เป็นต้นมา รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของจํานวนพนักงานและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานเพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการ SPP ก๊าซธรรมชาติ 12 โครงการ ภายใต้ GMP ค่าใช้จ่ายการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ค่าเผื่อการด้อยค่าสําหรับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนซึ่งบริษัทฯ ไม่ได้ใช้ประโยชน์และเงินมัดจําค่าที่ดินที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่เจ้าของที่ดินเพื่อใช้สําหรับยื่นข้อเสนอโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่ง ณ ปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่ได้ดําเนินโครงการต่อและคาดว่าจะไม่ได้รับเงินมัดจําค่าที่ดินดังกล่าวคืน
นอกจากนี้ส่วนแบ่งกําไรสุทธิจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญจํานวน 2,078.01 ล้านบาท จาก 1,004.07 ล้านบาท ในงวดปีก่อนเป็น 3,082.08 ล้านบาท ในงวดปีนี้ สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ใน GJP เป็น 40.00% นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2559 เป็นต้นมา และการเพิ่มขึ้นของกําไรสุทธิของ GJP ในรอบระยะเวลาดังกล่าว
บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 6 ธ.ค.2560 แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 675.83 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.50 บาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 606.96 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.09 บาท
ส่วนงวด 9 เดือน ปี 2560 กำไรสุทธิ 2,469.63 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.90 บาท เพิ่มขึ้น 343% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 557.71 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.08 บาท
บริษัทฯ ชี้แจงผลงานงวด 9 เดือน ปี 2560 มีรายได้จากการขายไฟของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญจํานวน 1,812.16 ล้านบาท จาก 4.05 ล้านบาท ในงวด 9 เดือนปี 2559 เป็น 1,816.22 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการผลิตและจําหน่ายไฟฟ้าโดยโครงการโรงไฟฟ้า GVTP GTS1 และ GTS2 เพื่อจําหน่ายให้แก่ กฟผ. และการผลิตไฟฟ้าและไอนํ้าเพื่อจําหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมนับแต่เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ของแต่ละโครงการในเดือนพฤษภาคม 2560 เดือนกรกฎาคม 2560 และเดือนกันยายน 2560 ตามลําดับ เป็นต้นไป และยังรวมถึงการที่โครงการโรงไฟฟ้า GVTP GTS1 และ GTS2 จําหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในช่วงทดสอบระบบ (Commissioning) ของแต่ละโครงการโดยเริ่มรับรู้รายได้ดังกล่าวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2560 เดือนพฤษภาคม 2560 และเดือนกรกฎาคม 2560 ตามลําดับ
ส่วนรายได้ค่าบริหารจัดการของบริษัทฯ ลดลง 5.53 ล้านบาท หรือ 3.6% จาก 152.19 ล้านบาท สําหรับงวด 9 เดือน ปี 2559 เป็ น 146.66 ล้านบาท สําหรับงวด 9 เดือน ปี 2560 เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ได้ให้บริการบริหารจัดการเพิ่มเติมแก่บริษัทร่วม (GJP) เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี ก่อนหน้าซึ่งบริษัทฯ ให้บริการบริหารจัดการเพิ่มเติมแก่ GJP
นอกจากนี้บริษัทฯ มีกําไรขั้นต้น 409.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนมีเพียง 1.64 ล้านบาท นอกจากนี้อัตรากําไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นเป็น 20.8%โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟของโครงการโรงไฟฟ้ า GVTP GTS1 และ GTS2 อีกทั้งบริษัทฯ มีกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิจํานวน 706.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนมีจำนวน 182.53 ล้านบาท เนื่องมาจากบริษัทฯ มีเงินกู้ยืมที่เป็ นเงินตราต่างประเทศ
มากขึ้น เนื่องจากมีการจ่ายค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้ ามากขึ้นในปี2560 และการแข็งค่าของเงินสกุลบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในรอบระยะเวลาดังกล่าว
ด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเป็น 397.45 ล้านบาท จาก 282.27 ล้านบาท ในงวดปีก่อน จากการที่บริษัทฯ ปรับวิธีการบันทึกทางบัญชีสําหรับการรับรู้ค่าใช้จ่ายโบนัสพนักงานค้างจ่ายมาเป็นรายไตรมาสจากเดิมซึ่งรับรู้เมื่อสิ้นปีบัญชีเท่านั้น โดยการปรับวิธีการบันทึกทางบัญชีดังกล่าวมีผลนับแต่ปี 2560 เป็นต้นมา รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของจํานวนพนักงานและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานเพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการ SPP ก๊าซธรรมชาติ 12 โครงการ ภายใต้ GMP ค่าใช้จ่ายการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ค่าเผื่อการด้อยค่าสําหรับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนซึ่งบริษัทฯ ไม่ได้ใช้ประโยชน์และเงินมัดจําค่าที่ดินที่บริษัทฯ จ่ายให้แก่เจ้าของที่ดินเพื่อใช้สําหรับยื่นข้อเสนอโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่ง ณ ปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่ได้ดําเนินโครงการต่อและคาดว่าจะไม่ได้รับเงินมัดจําค่าที่ดินดังกล่าวคืน
นอกจากนี้ส่วนแบ่งกําไรสุทธิจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญจํานวน 2,078.01 ล้านบาท จาก 1,004.07 ล้านบาท ในงวดปีก่อนเป็น 3,082.08 ล้านบาท ในงวดปีนี้ สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ใน GJP เป็น 40.00% นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2559 เป็นต้นมา และการเพิ่มขึ้นของกําไรสุทธิของ GJP ในรอบระยะเวลาดังกล่าว






