
บลจ.พาเหรดปันผลกองหุ้นไทย ‘กรุงไทย-วรรณ’คืนกำไรผู้ลงทุน รับหุ้นทะยาน1,700จุด
บลจ.คืนกำไรผู้ถือหน่วยลงทุนกองทุนหุ้น “กรุงไทย” มองหุ้นพุ่งแรง ระยะสั้นอาจถูกแรงขายทำกำไร มองเป้าปีหน้า 1,770 จุด “วรรณ” ชี้เงินนอกไหลเข้าหุ้นเอเชีย ด้านไทยรับ 2 เด้งข่าวเลือกตั้งชัด
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2561 บริษัทคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 10% คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ราว 108 บาท/หุ้น สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) 16.5 เท่า ระดับดัชนีราว 1,770 จุด แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ทำให้อาจมีแรงขายทำกำไรสร้างความผันผวนบ้าง แต่ในระยะยาว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เม็ดเงินลงทุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่ง และภาวะดอกเบี้ยตํ่า น่าจะช่วยผลักดันดัชนีให้เพิ่มสูงขึ้น
[caption id="attachment_220514" align="aligncenter" width="335"]
ชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM[/caption]
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนจะยังเน้นสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้นเป็นหลักและตราสารหนี้ระยะสั้น โดยคาดว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น จากผลกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ที่เริ่มอยู่ในระดับสูงและจะทำจุดสูงสุดใหม่หากการเติบโตยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับตัวเลข GDP ขึ้นจาก 3.5% เป็น 3.8% รวมถึงเศรษฐกิจโลกเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งตลาดพัฒนาแล้ว รวมถึงจีน
นางชวินดา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการลงทุนจึงมีมติจ่ายเงินปันผล 2 กองทุน ในวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ประกอบด้วย กองทุนเปิดกรุงไทย ซีเล็คทีฟ อิควิตี้ ฟันด์ (KTSE) ครั้งที่ 3/2560 ในอัตรา 0.50 บาท ต่อหน่วย สำหรับรอบผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 29 กันยายน 2560 ซึ่งปีนี้จ่ายปันผลไปแล้ว 3 ครั้ง เป็นจำนวน 1.50 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV)
กองทุนเน้นลงทุนในหลักทรัพย์เป็นรายตัว โดยเฉพาะหลักทรัพย์ขนาดกลางและเล็ก ที่มีอัตราการเติบโตสูงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรืออาจมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ
นอกจากนี้เตรียมจ่ายเงินปันผลของกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้น ซีแอลเอ็มวีที (KT-CLMVT Class D) ครั้งที่ 1/2560 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2560 โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศ CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนามและไทย ที่มีการลงทุนหรือรายได้จากประเทศในกลุ่ม CLMV สำหรับผลตอบแทนในอนาคต
“เดือนที่ผ่านมาทีมผู้จัดการกองทุนได้ลงพื้นที่ในเวียดนามปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนประมาณ 40% ของ NAV ซึ่งบริษัทยังคงเห็นว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตได้ต่อเนื่องโดย GDP ปีนี้คาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 6.5%กองทุนนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนในระยะยาว ที่ต้องการลงทุนในประเทศเกิดใหม่” นางชวินดา กล่าว
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบลจ.วรรณ จก. เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งแต่ต้นปีให้ผลตอบแทนประมาณ 11% ประกอบกับสัปดาห์ที่ผ่านมายืนเหนือระดับ 1,700 จุดได้หลังมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งและเงินทุนต่างชาติซึ่งมีแนวโน้มไหลเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งเอื้อต่อผลการดำเนินงานของกองทุน
คณะกรรมการฯมีมติประกาศจ่ายปันผล 2 กองทุน ได้แก่กองทุน วรรณ อีควิตี้ฟันด์ (ONE-EC14) จากกำไรสุทธิของผลการดำเนินงานระหว่างวันที่1พฤษภาคม-30 กันยายน 2560 ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.5975 บาท และกองทุนเปิด วรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟหุ้นระยะยาว (1S-LTF) จากกำไรสุทธิของผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2559 -30 กันยายน 2560 ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.54 บาทโดยทั้ง 2 กองทุนกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยเพื่อรับเงินปันผลวันที่ 20 ตุลาคม 2560 และจ่ายเงินวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560
“ภาพสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกยังได้รับอานิสงส์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยทิศทาง Dollar Index ที่อ่อนค่าลงอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนยังไหลไปภูมิภาคอื่นๆ อาทิ ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งตลาดหุ้นเอเชียที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” นายพจน์ กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,306 วันที่ 19 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2561 บริษัทคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 10% คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ราว 108 บาท/หุ้น สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) 16.5 เท่า ระดับดัชนีราว 1,770 จุด แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ทำให้อาจมีแรงขายทำกำไรสร้างความผันผวนบ้าง แต่ในระยะยาว การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เม็ดเงินลงทุนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่ง และภาวะดอกเบี้ยตํ่า น่าจะช่วยผลักดันดัชนีให้เพิ่มสูงขึ้น
[caption id="attachment_220514" align="aligncenter" width="335"]
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนจะยังเน้นสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดหุ้นเป็นหลักและตราสารหนี้ระยะสั้น โดยคาดว่าดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น จากผลกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ที่เริ่มอยู่ในระดับสูงและจะทำจุดสูงสุดใหม่หากการเติบโตยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับตัวเลข GDP ขึ้นจาก 3.5% เป็น 3.8% รวมถึงเศรษฐกิจโลกเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งตลาดพัฒนาแล้ว รวมถึงจีน
นางชวินดา กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการลงทุนจึงมีมติจ่ายเงินปันผล 2 กองทุน ในวันที่ 25 ตุลาคม 2560 ประกอบด้วย กองทุนเปิดกรุงไทย ซีเล็คทีฟ อิควิตี้ ฟันด์ (KTSE) ครั้งที่ 3/2560 ในอัตรา 0.50 บาท ต่อหน่วย สำหรับรอบผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 29 กันยายน 2560 ซึ่งปีนี้จ่ายปันผลไปแล้ว 3 ครั้ง เป็นจำนวน 1.50 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV)
กองทุนเน้นลงทุนในหลักทรัพย์เป็นรายตัว โดยเฉพาะหลักทรัพย์ขนาดกลางและเล็ก ที่มีอัตราการเติบโตสูงท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรืออาจมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ
นอกจากนี้เตรียมจ่ายเงินปันผลของกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้น ซีแอลเอ็มวีที (KT-CLMVT Class D) ครั้งที่ 1/2560 ในอัตรา 0.50 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานสิ้นสุด ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2560 โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศ CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนามและไทย ที่มีการลงทุนหรือรายได้จากประเทศในกลุ่ม CLMV สำหรับผลตอบแทนในอนาคต
“เดือนที่ผ่านมาทีมผู้จัดการกองทุนได้ลงพื้นที่ในเวียดนามปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนประมาณ 40% ของ NAV ซึ่งบริษัทยังคงเห็นว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตได้ต่อเนื่องโดย GDP ปีนี้คาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 6.5%กองทุนนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนในระยะยาว ที่ต้องการลงทุนในประเทศเกิดใหม่” นางชวินดา กล่าว
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบลจ.วรรณ จก. เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งแต่ต้นปีให้ผลตอบแทนประมาณ 11% ประกอบกับสัปดาห์ที่ผ่านมายืนเหนือระดับ 1,700 จุดได้หลังมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งและเงินทุนต่างชาติซึ่งมีแนวโน้มไหลเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งเอื้อต่อผลการดำเนินงานของกองทุน
คณะกรรมการฯมีมติประกาศจ่ายปันผล 2 กองทุน ได้แก่กองทุน วรรณ อีควิตี้ฟันด์ (ONE-EC14) จากกำไรสุทธิของผลการดำเนินงานระหว่างวันที่1พฤษภาคม-30 กันยายน 2560 ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.5975 บาท และกองทุนเปิด วรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟหุ้นระยะยาว (1S-LTF) จากกำไรสุทธิของผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2559 -30 กันยายน 2560 ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.54 บาทโดยทั้ง 2 กองทุนกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยเพื่อรับเงินปันผลวันที่ 20 ตุลาคม 2560 และจ่ายเงินวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560
“ภาพสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกยังได้รับอานิสงส์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น โดยทิศทาง Dollar Index ที่อ่อนค่าลงอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนยังไหลไปภูมิภาคอื่นๆ อาทิ ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งตลาดหุ้นเอเชียที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” นายพจน์ กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,306 วันที่ 19 - 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560






