thansettakij
thansettakij
บาทอ่อน ทุนขยับออกทะลุแสนล.

บาทอ่อน ทุนขยับออกทะลุแสนล.

01 ต.ค. 60 | 10:17 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ต.ค. 60 | 17:17 น.
ธปท.ยันเงินทุนต่างประเทศยังไม่ไหลออกไป หลังเงินบาทอ่อนค่าในรอบ 2 เดือน เคลื่อนไหวตามต่างประเทศ จับตาสหรัฐฯลดงบดุล นโยบายปฏิรูปภาษีทรัมป์ หนุนผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น 2.5% มีโอกาสเงินไหลกลับหลัก 1 แสนล้าน แตะ 33.8-34.00 บาท หุ้นแกว่งแน่

[caption id="attachment_84326" align="aligncenter" width="503"] นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)[/caption]

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เงินทุนไหลเข้าเริ่มมีทิศทางไหลเข้าน้อยลง เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่เติบโตดี แม้ว่าจะมีเงินบางส่วนไหลออกไปบ้าง แต่ก็ไม่น่าห่วงหากเข้ามาเพื่อหวังเก็งกำไร ถือเป็นเรื่องที่ดี

“เงินยังไหลเข้าลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น ภาพรวมจึงยังไม่เห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับทิศทาง แม้จะเห็นทิศทางเงินบาทอ่อนลงเล็กน้อย แต่เป็นผลมาจากเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า” นายดอนกล่าว

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย กลุ่มงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยฯ คาดการณ์เงินบาทถึงสิ้นปีอยู่ที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากวันที่ 28 กันยายน อ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนที่ระดับ 33.48 บาทหรืออ่อนค่า 1.25% จากระดับก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) มีการประชุมล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 แต่โดยรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาท แข็งค่าขึ้น 7.3% จากสิ้นปี 2559 คือ 35.80 บาท เทียบกับ ดอลลาร์ไต้หวัน แข็งค่า 7.0% ดอลลาร์สิงคโปร์ 6.6% ริงกิต 6.1% หยวน 4.2% และ รูปี 4.0% เป็นต้น

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางผันผวนในช่วงนี้อ่อนค่าชั่วคราว เนื่องจากผลพวงการเดินหน้านโยบายการคลังและการเงินของสหรัฐฯ เพียง 1สัปดาห์นักลงทุนต่างชาติทยอยขายพันธบัตรออกประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 7-8% ของพันธบัตรที่ไหลเข้ามาในไทยทั้งปีประมาณ 2.9 แสนล้านบาท แนวโน้มช่วงที่เหลือขึ้นอยู่กับนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นตัวเร่งเงินทุนเคลื่อนย้าย ต้องจับตาเดือนตุลาคมซึ่งจะเป็นเดือนแรกของเฟดเริ่มลดขนาดของงบดุล โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี (บอนด์ยีลด์) ปรับขึ้นเป็น 2.3% จากระดับ 2.05% ขณะที่บอนด์ยีลด์ของไทยปรับเป็น 2.3% จากเดิมอยู่ที่ 2.2%

[caption id="attachment_118065" align="aligncenter" width="416"] จิติพล พฤกษาเมธานันท์ จิติพล พฤกษาเมธานันท์[/caption]

“หากภายใน 1 เดือนนี้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯปรับเพิ่มเป็น 2.5% โอกาสที่จะเห็นเงินไหลออกเป็นหลัก 1 แสนล้านบาทได้และจะเห็นเงินบาทแตะ 33.8-34.00 บาท ขณะที่ทั้งปีธนาคารมองไว้ 33 บาท” นายจิติพลกล่าว

ด้านตลาดทุน เห็นสัญญาณการขายหุ้นของนักลงทุนต่างประ เทศมากขึ้น โดยวันที่ 28 กันยายน 2560 มียอดขายสุทธิประมาณ 2,800 ล้านบาท ในขณะที่มีการขายสุทธิ ในตลาดตราสารหนี้ จำนวน 13,166 ล้านบาท และ 3,415 ล้านบาท ในวันรุ่งขึ้น ภายหลังจากเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ หรือ TRINITY เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคมนี้ มีโอกาสที่จะชะลอตัวลงได้บ้าง เนื่องจากเงินทุนต่างชาติชะลอ การลงทุน จากการคาดการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่า ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรบริษัทจดทะเบียนยังไม่ได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นตาม

สำหรับสัญญาณการแข็งค่าของดอลลาร์เกิดจากความคืบหน้าของมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ มีไฮไลต์สำคัญคือการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ 35% และลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขั้นสูงสุดลงสู่ระดับ 35% จากปัจจุบันที่ 39.6% รวมถึงภาษีเงินโอนกลับเข้าประเทศทั้งในส่วนของกำไรและเงินปันผล สำหรับธุรกิจที่ตั้งถิ่นฐานนอกสหรัฐฯ จากเดิมที่ตั้งกำแพงภาษีไว้สูง จะมีการปรับลดลงมา ซึ่งจะจูงใจให้บริษัทข้ามชาติขนเงินกลับประเทศมากขึ้น จึงมีโอกาสที่เม็ดเงินฟันด์โฟลว์จะไหลกลับสู่สหรัฐ

นอกจากนั้นการเริ่มต้นของกระบวนการลดขนาดงบดุลลงในเดือนตุลาคมนี้ น่าจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นจนทำให้สินทรัพย์ของประเทศเกิดใหม่มีความน่าสนใจลดลง

ขณะเดียวกัน พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ เริ่มขายสุทธิ หลังจากซื้อสุทธิถึง 13,000 ล้านบาท ส่วนเม็ดเงินกองทุน LTF/RMF คาดไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งประเมินว่าจะอยู่ที่ระดับ 37,000 ล้านบาท

“กลยุทธ์การลงทุนนั้นแนะนำถือเงินสดในระดับสูงกว่าปกติ หากจะต้องลงทุนให้มองกรอบ 1,620-1,690 จุด เน้นกลุ่มส่งออก และบริษัทที่มีธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคล แนะนำ “ซื้อ” IVL ราคาเป้าหมาย 47.5 บาท และ TU ราคาเป้าหมาย 24 บาท” นายณัฐชาตกล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,301 วันที่ 1 - 4 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market