
‘บรรยง’ หนุนพ.ร.บ.บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ
“บรรยง” สนับสนุนพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ เชื่อบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุด สร้างศักยภาพการแข่งขันชูเทมาเส็กต้นแบบความสำเร็จ
[caption id="attachment_212831" align="aligncenter" width="335"]
นายบรรยง พงษ์พานิช[/caption]
นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) ได้แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก https://www. facebook.com/banyong. pongpanichว่า ตนเองสนับสนุนพ.ร.บ.การพัฒนาและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช. โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นการสวนกระแสโลกที่รัฐบาลนำรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง มีทรัพย์สินรวมกันถึงมากกว่า 14 ล้านๆบาท พอกับรายได้ประชาชาติต่อปี ซึ่งรัฐวิสาหกิจแทบทุกแห่งมักจะมีการดำเนินงานอย่างไม่มี ประสิทธิภาพ มีต้นทุนสูง และยังมีการรั่วไหลมาก แม้รัฐวิสาหกิจมีกำไรประมาณปีละ 2-3 แสนล้านบาท มีรายได้นำส่งรัฐประมาณ 120,000 ลัานบาท ตัวเลขดูเหมือนจะมาก แต่ถ้าเทียบกับปริมาณทรัพย์สินที่ใช้ อัตราผลตอบแทนที่ต่ำมาก ไม่ถึง 2.5 % ขณะที่รัฐวิสาหกิจยังประกอบกิจการสำคัญที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน และรากฐานของภาคเอกชน ซึ่งจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
รัฐวิสาหกิจมีรายได้ต่อปีรวมกันมากกว่า 5 ล้านล้านบาท(เทียบกับเกือบ 40%ของGDP) และมีค่าใช้จ่ายรวมกว่าสี่ล้านล้านบาท เกือบสองเท่าของงบประมาณแผ่นดิน กับมีการลงทุนอีกปีละหลายแสนล้านบาท
ปัญหาของรัฐวิสาหกิจมาจากโครงสร้างระบบการบริหารจัดการ(Governance) ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบเดิมไม่ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เป้าหมายที่หลายครั้งย้อนแย้งกันเอง บทบาทที่ขัดแย้งกันของผู้กำหนดนโยบาย(Policy Maker) ผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรม(Regulat or) และผู้ดำเนินการ(Operator) มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ขาดผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าของแทนประชาชน ขาดการแข่งขันที่เท่าเทียม และมีการแทรกแซงโดยมิชอบจากภายนอก
ทั้งนี้แนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช.มีหลักการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ ในการกำหนดนโยบาย(Policy Maker) การกำกับดูแล(Regulator) และผู้ดำเนินการ(Operator) ออกจากกันชัดเจน และให้มีการจัดตั้งองค์กรที่ จะทำหน้าที่เป็นเจ้าของ(บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ) เพื่อดูแลรัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะการดำเนินการเชิงพาณิชย์ให้ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่ งขัน กรณีที่ต้องแข่งขัน
ซึ่งการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งหลังจากนี้ จะมุ่งเน้นความโปร่งใส โดยต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุดตามมาตรฐานสากลในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องนโยบาย เรื่องการแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหาร เรื่องการประเมินผลการดำเนินงาน การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้าง
การปฏิรูป(Reform)ครั้งนี้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบในทันที แต่เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างชัดเจน ตนเองกล้ายืนยันว่า ดีกว่าสถานะเดิมทุกๆด้าน และมีความยืดหยุ่นพอที่จะดำเนินการต่อไปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเมื่ อมีโอกาสและความพร้อม
สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการคนร. ที่จะตั้งใหม่ตามพ.ร.บ. จะประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี 5 คน ข้าราชการระดับสูง 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 5คน ประธานบรรษัท 1คน และมีผอ.สคร.เป็นกรรมการและเลขานุการซึ่งโครงสร้างไม่สามารถตัดขาดจากการเมือง เนื่องจากรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการบริหารประเทศ รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมีสิทธิ์ มีอำนาจในการใช้เครื่องมือเหล่านี้ สนองนโยบายที่เสนอไว้ต่อประชาชนและจะต้องมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์โดยรวม และเฉพาะรัฐวิสาหกิจให้มีความเป็นบูรณาการและสอดคล้องกัน โดยคนร.จะเป็นผู้ประสานและกำกับ การกลั่นกรองและแต่งตั้ง กรรมการต่างๆ เช่น กรรมการคนร. กรรมการบรรษัท กรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง จะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและโปร่งใส
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการในการพาณิชย์และมีสภาพเป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 11 แห่ง ให้โอนไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ "บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.นี้ โดยบรรษัทจะทำหน้าที่ถือหุ้นและกำกับดูแลแทนรัฐ เพื่อมุ่งเน้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนประเด็นที่เป็นข้อกังวลนั้น จะแยกเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้มีการผูกขาดและต้องแข่งกับเอกชนเต็มที่ เช่น การบินไทย TOT CAT อสมท ส่วนที่มีการผูกขาด เช่น AOT บ.ขนส่ง หรือปตท.(บางธุรกิจ) รัฐต้องจัดให้มีองค์กรกำกับดูแล(Regulator) เพื่อกำกับควบคุมราคา ไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค และให้มีการเพิ่มประสิทธิ ภาพมากขึ้น ขณะที่บางแห่งรัฐต้องการให้ลงทุน ต้องการให้ขยายการบริการ ทั้งๆที่ไม่คุ้มในเชิงพาณิชย์ สามารถทำได้ถ้ามีนโยบาย โดยบรรษัทซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นก็มีสิทธิ์ที่จะต่อรองขอการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งก็มีระบบชดเชยทั้งโดยตัวเงิน หรือไม่ใช่ตัวเงิน ขึ้นกับการต่อรองว่าจะชดเชยอย่างไรและกรณีที่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจขายสินค้าและบริการต่ำกว่าราคาควรเลือกอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม เช่น อุดหนุนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ขณะที่หลายประเทศดำเนินการจัดตั้งองค์กรบริหารรัฐวิสาหกิจ Temasek ของประเทศสิงคโปร์ถือเป็นต้นแบบ SOE Holding Companyที่ประสบความสำเร็จมาก ใช้เงินเริ่มต้นแค่ 172 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อลีกวนยูจัดตั้ง 42 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีทรัพย์สินภายใต้ การบริหารจัดการ 200,000 ลัานเหรียญสิงคโปร์และรัฐวิสาหกิจที่ดูแล ล้วนเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ มีการลงทุนไปทั่วโลก เช่น Singtel, SingAirline, DBS, Capita Land, KEPPEL ฯลฯ
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ นับเป็นการปฏิรูปเชิงสถาบันครั้งใหญ่ที่สำคัญมาก ถ้าสามารถริเริ่มและดำเนินการเป็นผลสำเร็จได้ จะเป็นการปลดปล่อยทรัพยากรทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล
[caption id="attachment_212831" align="aligncenter" width="335"]
นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) ได้แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก https://www. facebook.com/banyong. pongpanichว่า ตนเองสนับสนุนพ.ร.บ.การพัฒนาและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช. โดยชี้ให้เห็นว่าเป็นการสวนกระแสโลกที่รัฐบาลนำรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง มีทรัพย์สินรวมกันถึงมากกว่า 14 ล้านๆบาท พอกับรายได้ประชาชาติต่อปี ซึ่งรัฐวิสาหกิจแทบทุกแห่งมักจะมีการดำเนินงานอย่างไม่มี ประสิทธิภาพ มีต้นทุนสูง และยังมีการรั่วไหลมาก แม้รัฐวิสาหกิจมีกำไรประมาณปีละ 2-3 แสนล้านบาท มีรายได้นำส่งรัฐประมาณ 120,000 ลัานบาท ตัวเลขดูเหมือนจะมาก แต่ถ้าเทียบกับปริมาณทรัพย์สินที่ใช้ อัตราผลตอบแทนที่ต่ำมาก ไม่ถึง 2.5 % ขณะที่รัฐวิสาหกิจยังประกอบกิจการสำคัญที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน และรากฐานของภาคเอกชน ซึ่งจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
รัฐวิสาหกิจมีรายได้ต่อปีรวมกันมากกว่า 5 ล้านล้านบาท(เทียบกับเกือบ 40%ของGDP) และมีค่าใช้จ่ายรวมกว่าสี่ล้านล้านบาท เกือบสองเท่าของงบประมาณแผ่นดิน กับมีการลงทุนอีกปีละหลายแสนล้านบาท
ปัญหาของรัฐวิสาหกิจมาจากโครงสร้างระบบการบริหารจัดการ(Governance) ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบเดิมไม่ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เป้าหมายที่หลายครั้งย้อนแย้งกันเอง บทบาทที่ขัดแย้งกันของผู้กำหนดนโยบาย(Policy Maker) ผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรม(Regulat or) และผู้ดำเนินการ(Operator) มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ขาดผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าของแทนประชาชน ขาดการแข่งขันที่เท่าเทียม และมีการแทรกแซงโดยมิชอบจากภายนอก
ทั้งนี้แนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช.มีหลักการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ ในการกำหนดนโยบาย(Policy Maker) การกำกับดูแล(Regulator) และผู้ดำเนินการ(Operator) ออกจากกันชัดเจน และให้มีการจัดตั้งองค์กรที่ จะทำหน้าที่เป็นเจ้าของ(บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ) เพื่อดูแลรัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะการดำเนินการเชิงพาณิชย์ให้ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่ งขัน กรณีที่ต้องแข่งขัน
ซึ่งการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งหลังจากนี้ จะมุ่งเน้นความโปร่งใส โดยต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุดตามมาตรฐานสากลในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องนโยบาย เรื่องการแต่งตั้งกรรมการและผู้บริหาร เรื่องการประเมินผลการดำเนินงาน การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้าง
การปฏิรูป(Reform)ครั้งนี้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบในทันที แต่เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นอย่างชัดเจน ตนเองกล้ายืนยันว่า ดีกว่าสถานะเดิมทุกๆด้าน และมีความยืดหยุ่นพอที่จะดำเนินการต่อไปให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเมื่ อมีโอกาสและความพร้อม
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการในการพาณิชย์และมีสภาพเป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 11 แห่ง ให้โอนไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ "บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.นี้ โดยบรรษัทจะทำหน้าที่ถือหุ้นและกำกับดูแลแทนรัฐ เพื่อมุ่งเน้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ส่วนประเด็นที่เป็นข้อกังวลนั้น จะแยกเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้มีการผูกขาดและต้องแข่งกับเอกชนเต็มที่ เช่น การบินไทย TOT CAT อสมท ส่วนที่มีการผูกขาด เช่น AOT บ.ขนส่ง หรือปตท.(บางธุรกิจ) รัฐต้องจัดให้มีองค์กรกำกับดูแล(Regulator) เพื่อกำกับควบคุมราคา ไม่ให้เอาเปรียบผู้บริโภค และให้มีการเพิ่มประสิทธิ ภาพมากขึ้น ขณะที่บางแห่งรัฐต้องการให้ลงทุน ต้องการให้ขยายการบริการ ทั้งๆที่ไม่คุ้มในเชิงพาณิชย์ สามารถทำได้ถ้ามีนโยบาย โดยบรรษัทซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นก็มีสิทธิ์ที่จะต่อรองขอการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งก็มีระบบชดเชยทั้งโดยตัวเงิน หรือไม่ใช่ตัวเงิน ขึ้นกับการต่อรองว่าจะชดเชยอย่างไรและกรณีที่ต้องการให้รัฐวิสาหกิจขายสินค้าและบริการต่ำกว่าราคาควรเลือกอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม เช่น อุดหนุนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ขณะที่หลายประเทศดำเนินการจัดตั้งองค์กรบริหารรัฐวิสาหกิจ Temasek ของประเทศสิงคโปร์ถือเป็นต้นแบบ SOE Holding Companyที่ประสบความสำเร็จมาก ใช้เงินเริ่มต้นแค่ 172 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อลีกวนยูจัดตั้ง 42 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีทรัพย์สินภายใต้ การบริหารจัดการ 200,000 ลัานเหรียญสิงคโปร์และรัฐวิสาหกิจที่ดูแล ล้วนเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ มีการลงทุนไปทั่วโลก เช่น Singtel, SingAirline, DBS, Capita Land, KEPPEL ฯลฯ
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ นับเป็นการปฏิรูปเชิงสถาบันครั้งใหญ่ที่สำคัญมาก ถ้าสามารถริเริ่มและดำเนินการเป็นผลสำเร็จได้ จะเป็นการปลดปล่อยทรัพยากรทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล






