
‘SUPER’ปรับกลยุทธ์ เน้นผลตอบแทนสูงลดลงทุนจีน-กองทุนกดเป้ารายได้
“จอมทรัพย์” ประกาศปรับกลยุทธ์จัดทัพการลงทุนใหม่ หลังผลตอบแทนการลงทุนในจีนไม่เป็นไปตามแผน ตั้งกองทุนไม่ทันปีนี้ เปลี่ยนทิศลุยลงทุนเวียดนามที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 18-24% ทำใจรายได้ปีนี้ตํ่าเป้า มั่นใจอีก 2 ปีโตก้าวกระโดด เผยสถาบันนอก 2-3 รายเล็งร่วมทุน การประกาศเป้าหมายรายได้ปีนี้ของบริษัท ซุปเปอร์บล๊อก (SUPER) อย่างชัดเจน 9,000 ล้านบาท แยกเป็นรายได้ขายไฟฟ้า 6,000-6,200 ล้านบาท และรายได้พิเศษ จากการ ขายโรงไฟฟ้าเข้ากองทุนอีก 3,000 ล้านบาท ผ่านมาครึ่งปี SUPER มีรายได้ 3,087 ล้านบาท ภายใต้การจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ณ ปัจจุบัน 735 เมกะวัตต์ แต่ดูเหมือนจะมีตัวแปรจากการตั้งกองทุน ที่ทำให้พลาดเป้ารายได้ปีนี้
[caption id="attachment_134564" align="aligncenter" width="335"]
จอมทรัพย์ โลจายะ[/caption]
นายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ SUPER ยอมรับว่า เดิมเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปีนี้ จะโตจากการลงทุนซื้อโรงไฟฟ้าต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งได้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) 10-12% มีรายได้จากการซื้อโรงไฟฟ้าสำเร็จรูปที่ COD แล้วที่เมืองเทียนจินโรงแรกขนาด 20 เมกะวัตต์ แต่ขณะนี้การลงทุนในจีนกลับให้ผลตอบแทนไม่สูง เนื่องจากโรงไฟฟ้าเกิดใหม่ รัฐบาลได้ปรับลดการสนับสนุนค่าไฟลง จาก 0.90 เหลือ 0.40 หยวน/หน่วย
ผลดังกล่าวทำให้ SUPER ต้องปรับแผนกลยุทธ์การลงทุนใหม่ มุ่งหาการลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นหลัก จึงได้เข้าลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ ซึ่งให้ IRR สูงถึง 18-24% จะเริ่มดำเนินการจากนี้ไปอีก 14 เดือน ที่จะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามา โดยทยอยสร้างทีละเฟสจนแล้วเสร็จในปี 2563 สิ่งที่ดีคือ ผลตอบแทนที่สูงขึ้น 18-24% เทียบ กับเม็ดเงินที่ลงทุนในจีนที่ได้ 10-12% เท่านั้น
นายจอมทรัพย์ ยอมรับว่า การมุ่งลงทุนในเวียดนาม ส่งผลให้เป้ารายได้ที่วางไว้ปรับเปลี่ยนไป แม้ว่า COD ไฟฟ้า 735 เมกะวัตต์ จะมีรายได้ที่แน่นอน ประมาณ 6,000-6,200 ล้านบาท ก็ตาม แต่เชื่อว่าหลังไตรมาส1/ 2562 รายได้จากเวียดนามเฟสแรกขนาด 100 เมกะวัตต์ จะทำให้รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะผู้บริหารการลงทุน จะมอง IRR เป็นหลัก
สำหรับการโตของ SUPER ในปี 2561 มีรายได้ล็อกอิน 7,500 ล้านบาท จาก COD แล้วขั้นตํ่า 800 เมกะวัตต์จากสัญญาขายไฟฟ้า 809 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่รวมโรงไฟฟ้าขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม รวม 30 เมกะวัตต์ โดยเริ่ม COD โรงไฟฟ้าขยะอุตสาห กรรม จ.สระแก้ว ต้นเดือนมกราคม ขนาด 10 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าที่ขายให้เอกชนโดยตรง หรือไพรเวต พีพีเอ ที่วางไว้ปีละ 200 เมกะวัตต์ เป็นตลาดใหม่ที่สำคัญในไทยของ SUPER เริ่มก่อสร้างไตรมาส 4 ให้กับรัฐวิสาหกิจขนาด 50 เมกะวัตต์
นายจอมทรัพย์ กล่าวถึงการขายโรงไฟฟ้า 118 เมกะวัตต์ เข้ากองทุนมูลค่าร่วม 1 หมื่นล้านบาท มีความล่าช้าออกไป เนื่องจากมีรายละเอียดมาก ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมืออาชีพทั้งที่ปรึกษาการเงิน, ที่ปรึกษาด้านบัญชี และที่ปรึกษากฎหมาย ไม่มีอะไรน่าห่วง โครงสร้างธุรกิจไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย มีความมั่นคงรายได้สูงจากการขายไฟฟ้าให้รัฐที่มีอายุขายไฟ 23 ปี
“ความล่าช้าของกองทุน ไม่มีผลกระทบกับการโต เพราะบริษัทได้วางแผนตั้งแต่ต้นแล้วดูจากอัตราขายไฟฟ้าที่ลดลง จึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนปรับเป้าไปเวียดนามแทนจีน แม้ว่าปีนี้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะเห็นการเติบโตก้าวกระโดดของกำลังผลิตทั้งจากโรงไฟฟ้าไพรเวต พีพีเอ โซลาร์สหกรณ์ โรงไฟฟ้าขยะ และกองทุน”
นายจอมทรัพย์ กล่าวว่า ไม่ห่วงที่นายประเดช กิตติอิสรานนท์ นักลงทุนรายใหญ่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น SUPER เนื่องจากมีกองทุนต่างประเทศรองรับ ซึ่งมีการเจรจา 2-3 ราย อีกทั้งหุ้นเข้าไปอยู่ใน SET 100 ทำให้มีการเปลี่ยนผ่านจากหุ้นรายย่อย เป็นหุ้นสถาบัน
“ที่นักลงทุนมองและไม่เชื่อมั่นผมดูจากราคาหุ้น เมื่อก่อนผมเริ่มจากไม่มีไฟฟ้าในมือจาก 0 เป็น 735 เมกะวัตต์ มี PPA ในมือ 809 เมกะวัตต์ มีคำตอบว่าฝ่ายบริหารทำได้หรือไม่ เทียบบริษัทอื่นถือว่า SUPER โตเร็วมากที่สุดในเรื่องการบริหาร ส่วนราคาหุ้น ไม่ได้เกี่ยวกับพื้นฐานหรือการบริหารอย่างเดียว ส่วนหนึ่งมาจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นรายย่อย อ่อนไหวต่อข่าว” นายจอมทรัพย์ กล่าวในที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,299 วันที่ 24 - 27 กันยายน พ.ศ. 2560
[caption id="attachment_134564" align="aligncenter" width="335"]
นายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ SUPER ยอมรับว่า เดิมเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปีนี้ จะโตจากการลงทุนซื้อโรงไฟฟ้าต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งได้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) 10-12% มีรายได้จากการซื้อโรงไฟฟ้าสำเร็จรูปที่ COD แล้วที่เมืองเทียนจินโรงแรกขนาด 20 เมกะวัตต์ แต่ขณะนี้การลงทุนในจีนกลับให้ผลตอบแทนไม่สูง เนื่องจากโรงไฟฟ้าเกิดใหม่ รัฐบาลได้ปรับลดการสนับสนุนค่าไฟลง จาก 0.90 เหลือ 0.40 หยวน/หน่วย
ผลดังกล่าวทำให้ SUPER ต้องปรับแผนกลยุทธ์การลงทุนใหม่ มุ่งหาการลงทุนในประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็นหลัก จึงได้เข้าลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ในประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ ซึ่งให้ IRR สูงถึง 18-24% จะเริ่มดำเนินการจากนี้ไปอีก 14 เดือน ที่จะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามา โดยทยอยสร้างทีละเฟสจนแล้วเสร็จในปี 2563 สิ่งที่ดีคือ ผลตอบแทนที่สูงขึ้น 18-24% เทียบ กับเม็ดเงินที่ลงทุนในจีนที่ได้ 10-12% เท่านั้น
สำหรับการโตของ SUPER ในปี 2561 มีรายได้ล็อกอิน 7,500 ล้านบาท จาก COD แล้วขั้นตํ่า 800 เมกะวัตต์จากสัญญาขายไฟฟ้า 809 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่รวมโรงไฟฟ้าขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม รวม 30 เมกะวัตต์ โดยเริ่ม COD โรงไฟฟ้าขยะอุตสาห กรรม จ.สระแก้ว ต้นเดือนมกราคม ขนาด 10 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าที่ขายให้เอกชนโดยตรง หรือไพรเวต พีพีเอ ที่วางไว้ปีละ 200 เมกะวัตต์ เป็นตลาดใหม่ที่สำคัญในไทยของ SUPER เริ่มก่อสร้างไตรมาส 4 ให้กับรัฐวิสาหกิจขนาด 50 เมกะวัตต์
นายจอมทรัพย์ กล่าวถึงการขายโรงไฟฟ้า 118 เมกะวัตต์ เข้ากองทุนมูลค่าร่วม 1 หมื่นล้านบาท มีความล่าช้าออกไป เนื่องจากมีรายละเอียดมาก ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในมืออาชีพทั้งที่ปรึกษาการเงิน, ที่ปรึกษาด้านบัญชี และที่ปรึกษากฎหมาย ไม่มีอะไรน่าห่วง โครงสร้างธุรกิจไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย มีความมั่นคงรายได้สูงจากการขายไฟฟ้าให้รัฐที่มีอายุขายไฟ 23 ปี
“ความล่าช้าของกองทุน ไม่มีผลกระทบกับการโต เพราะบริษัทได้วางแผนตั้งแต่ต้นแล้วดูจากอัตราขายไฟฟ้าที่ลดลง จึงได้เปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนปรับเป้าไปเวียดนามแทนจีน แม้ว่าปีนี้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้าแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า จะเห็นการเติบโตก้าวกระโดดของกำลังผลิตทั้งจากโรงไฟฟ้าไพรเวต พีพีเอ โซลาร์สหกรณ์ โรงไฟฟ้าขยะ และกองทุน”
นายจอมทรัพย์ กล่าวว่า ไม่ห่วงที่นายประเดช กิตติอิสรานนท์ นักลงทุนรายใหญ่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น SUPER เนื่องจากมีกองทุนต่างประเทศรองรับ ซึ่งมีการเจรจา 2-3 ราย อีกทั้งหุ้นเข้าไปอยู่ใน SET 100 ทำให้มีการเปลี่ยนผ่านจากหุ้นรายย่อย เป็นหุ้นสถาบัน
“ที่นักลงทุนมองและไม่เชื่อมั่นผมดูจากราคาหุ้น เมื่อก่อนผมเริ่มจากไม่มีไฟฟ้าในมือจาก 0 เป็น 735 เมกะวัตต์ มี PPA ในมือ 809 เมกะวัตต์ มีคำตอบว่าฝ่ายบริหารทำได้หรือไม่ เทียบบริษัทอื่นถือว่า SUPER โตเร็วมากที่สุดในเรื่องการบริหาร ส่วนราคาหุ้น ไม่ได้เกี่ยวกับพื้นฐานหรือการบริหารอย่างเดียว ส่วนหนึ่งมาจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นรายย่อย อ่อนไหวต่อข่าว” นายจอมทรัพย์ กล่าวในที่สุด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,299 วันที่ 24 - 27 กันยายน พ.ศ. 2560






