
‘ALT’พ้นจุดตํ่าสุด 5 ปีนี้เดินหน้าเก็บเกี่ยวรายได้ค่าเช่าเคเบิลใต้ดิน-แนวรถไฟ
ALT พ้นจุดตํ่าสุด รอเก็บเกี่ยวรายได้ลงทุน เกาะยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ของประเทศ “ปรีญาภรณ์” ผู้บริหารเผยจากนี้ 5 ปี โครงสร้างรายได้เปลี่ยน ยึด “นวนคร” โมเดลลงทุนนิคมฯ เนื้อหอมต่างชาติรุมจีบเคเบิลใยแก้วแนวรถไฟ
นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอแอลที เทเลคอมฯ (ALT) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดโครงสร้างรายได้หลักใหม่ โดยสัดส่วน 50% จะมาจากรายได้ที่สมํ่าเสมอจากการให้เช่าโครงข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูง (High Speed Fiber Optic), โครงการสายเคเบิลใยแก้วนำแสงให้เช่าบนแนวเสาโทรเลขตามทางรถไฟ เพื่อทดแทนรายได้รับเหมาก่อสร้างสถานีฐาน และการขายสินค้าโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 90% ภายในปี 2563 เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ซึ่งปีที่ผ่านมาโอเปอเรเตอร์ชะลอการลงทุนสร้างสถานีมุ่งการใช้เงินกับใบอนุญาตที่ประมูลได้เป็นหลัก ส่งผลให้งานรับเหมาก่อสร้างฐานและการขายสินค้าโทรคมนาคมชะลอ
ผู้บริหาร ALT กล่าวว่า ขณะนี้หันไปเร่งลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้เช่า 2-3 ซึ่งโครงการ ประกอบด้วย โครงการสายเคเบิลใยแก้วนำแสงบนแนวเสาโทรเลข ลงทุน 400 ล้านบาท มีผู้เช่าแล้ว 3 ราย และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบให้กับผู้เช่าต่างชาติ จำนวน 3-4 ราย ที่สนใจและอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุนกับบริษัท สัญญาเช่า 15 ปี โดยโครงการนี้ค่าเช่าสามารถคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี โดยเป็นรายได้ค่าเช่าก้อนใหญ่ที่มีนัยสำคัญกับรายได้ของบริษัท
โครงการให้เช่าสำหรับการลงทุน ไฮสปีด ไฟเบอร์ออพติก ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร สัญญาเช่า 16 ปี ต่อสัญญาครั้งละ 5 ปี 2 ครั้ง รวม 10 ปี เม็ดเงินลงทุน 150 ล้านบาท สำหรับการลงทุนเฟสแรกในนิคมโรงงาน และเฟส 2 ชุมชนที่อยู่อาศัย ประมาณรายได้ค่าเช่า 40-50 ล้านบาทต่อปี เริ่มรับรู้รายได้เชิงพาณิชย์อย่างช้าภายในไตรมาส 3 / 2561
“การลงทุนไฮสปีด ไฟเบอร์ออพติก รวมทั้งโครงการลงทุนอื่นๆ ของ ALT ต้องได้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่า 15% ของรายได้ ซึ่งการลงทุนในนิคมนวนคร จะเป็นต้นทุนการลงทุนในนิคมอื่นๆ ด้วย โดยการลงทุนนี้ไม่ได้เป็นคู่แข่งกับโอเปอเรเตอร์ ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท แต่เป็นการลงทุนให้โอเปอเรเตอร์มาเช่าโครงข่ายกับบริษัท” ผู้บริหารกล่าว
นอกจากนี้ ALT และ บริษัทนวนครฯ ผู้ประกอบกิจการนิคมอุตสาหกรรม ยังหารือความร่วมมือการสร้างศูนย์เก็บข้อมูล (ดาต้า) ในนิคมด้วย ในรูปแบบการเป็นพันธมิตรร่วมทุน รวมทั้งความร่วมมือทางธุรกิจที่จะต่อยอดการลงทุนด้านอื่นด้วย
นางปรีญาภรณ์ กล่าวถึงโครงการสายสื่อสารใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวง ขณะนี้แล้วเสร็จเส้นทางพหลโยธิน ระยะทางซ้าย-ขวา 30.4 กิโลเมตร มีรายได้จากการก่อสร้างนำสายไฟฟ้าลงดิน และค่าเช่าจากการนำสายสื่อสารลงดิน 15 ปี เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม สำหรับเส้นทาง 5 แยกลาดพร้าวถึงสะพานหัวช้าง พญาไท ระยะทาง 10 กิโลเมตร ซ้าย-ขวา ดำเนินการเสร็จสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้าเริ่มเส้นทางสุขุมวิท ซอย 1-81 ระยะทาง 36 กม. ระยะเวลาดำเนินการ 1 เดือน โดยตลอด 5 ปี บริษัทมีงานนำเสาไฟฟ้าลงดิน ระยะทางเหลือ 522 กม. ซึ่งปี 2561 เริ่มทำเส้นทางรัชดาฯ พระราม 3 นางลิ้นจี่
“เป้าหมายใหญ่ของ ALT คือการเน้นรายได้สมํ่าเสมอจากค่าเช่า ให้เป็นรายได้หลัก 50% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งยุทธศาสตร์ของบริษัทจะไปตามจุดยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ของประเทศการเป็น สมาร์ทซิตี ตามหัวเมืองใหญ่ๆ หรือชุมชนใหญ่ฯ และสนใจการวางแนวสายไฟเบอร์ออพติกตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย หรือทางด่วนสายใหม่ๆ” ผู้บริหารกล่าวและว่า การฟ้องร้องมูลหนี้ 600 ล้านบาท กับการสื่อสารแห่งประเทศไทย (CAT) ขณะนี้ CAT อยู่ระหว่างการอุทธรณ์
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น ALT ที่เคยขึ้นไปสูงสุดกว่า 10 บาท และตํ่าสุด 5.25 บาท (31 ส.ค. 60) ใกล้ราคาจอง 4.70 บาท ปัจจุบันราคาหุ้นขึ้นมาเหนือ 6 บาท สะท้อนรับข่าวรายได้ค่าเช่าที่จะเป็นรายได้หลัก 50% แล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,295 วันที่ 10 - 13 กันยายน พ.ศ. 2560
นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอแอลที เทเลคอมฯ (ALT) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดโครงสร้างรายได้หลักใหม่ โดยสัดส่วน 50% จะมาจากรายได้ที่สมํ่าเสมอจากการให้เช่าโครงข่ายใยแก้วนำแสงความเร็วสูง (High Speed Fiber Optic), โครงการสายเคเบิลใยแก้วนำแสงให้เช่าบนแนวเสาโทรเลขตามทางรถไฟ เพื่อทดแทนรายได้รับเหมาก่อสร้างสถานีฐาน และการขายสินค้าโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 90% ภายในปี 2563 เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ซึ่งปีที่ผ่านมาโอเปอเรเตอร์ชะลอการลงทุนสร้างสถานีมุ่งการใช้เงินกับใบอนุญาตที่ประมูลได้เป็นหลัก ส่งผลให้งานรับเหมาก่อสร้างฐานและการขายสินค้าโทรคมนาคมชะลอ
ผู้บริหาร ALT กล่าวว่า ขณะนี้หันไปเร่งลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้เช่า 2-3 ซึ่งโครงการ ประกอบด้วย โครงการสายเคเบิลใยแก้วนำแสงบนแนวเสาโทรเลข ลงทุน 400 ล้านบาท มีผู้เช่าแล้ว 3 ราย และอยู่ระหว่างการทดสอบระบบให้กับผู้เช่าต่างชาติ จำนวน 3-4 ราย ที่สนใจและอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุนกับบริษัท สัญญาเช่า 15 ปี โดยโครงการนี้ค่าเช่าสามารถคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี โดยเป็นรายได้ค่าเช่าก้อนใหญ่ที่มีนัยสำคัญกับรายได้ของบริษัท
“การลงทุนไฮสปีด ไฟเบอร์ออพติก รวมทั้งโครงการลงทุนอื่นๆ ของ ALT ต้องได้ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่น้อยกว่า 15% ของรายได้ ซึ่งการลงทุนในนิคมนวนคร จะเป็นต้นทุนการลงทุนในนิคมอื่นๆ ด้วย โดยการลงทุนนี้ไม่ได้เป็นคู่แข่งกับโอเปอเรเตอร์ ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท แต่เป็นการลงทุนให้โอเปอเรเตอร์มาเช่าโครงข่ายกับบริษัท” ผู้บริหารกล่าว
นอกจากนี้ ALT และ บริษัทนวนครฯ ผู้ประกอบกิจการนิคมอุตสาหกรรม ยังหารือความร่วมมือการสร้างศูนย์เก็บข้อมูล (ดาต้า) ในนิคมด้วย ในรูปแบบการเป็นพันธมิตรร่วมทุน รวมทั้งความร่วมมือทางธุรกิจที่จะต่อยอดการลงทุนด้านอื่นด้วย
นางปรีญาภรณ์ กล่าวถึงโครงการสายสื่อสารใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวง ขณะนี้แล้วเสร็จเส้นทางพหลโยธิน ระยะทางซ้าย-ขวา 30.4 กิโลเมตร มีรายได้จากการก่อสร้างนำสายไฟฟ้าลงดิน และค่าเช่าจากการนำสายสื่อสารลงดิน 15 ปี เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม สำหรับเส้นทาง 5 แยกลาดพร้าวถึงสะพานหัวช้าง พญาไท ระยะทาง 10 กิโลเมตร ซ้าย-ขวา ดำเนินการเสร็จสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้าเริ่มเส้นทางสุขุมวิท ซอย 1-81 ระยะทาง 36 กม. ระยะเวลาดำเนินการ 1 เดือน โดยตลอด 5 ปี บริษัทมีงานนำเสาไฟฟ้าลงดิน ระยะทางเหลือ 522 กม. ซึ่งปี 2561 เริ่มทำเส้นทางรัชดาฯ พระราม 3 นางลิ้นจี่
“เป้าหมายใหญ่ของ ALT คือการเน้นรายได้สมํ่าเสมอจากค่าเช่า ให้เป็นรายได้หลัก 50% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งยุทธศาสตร์ของบริษัทจะไปตามจุดยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ของประเทศการเป็น สมาร์ทซิตี ตามหัวเมืองใหญ่ๆ หรือชุมชนใหญ่ฯ และสนใจการวางแนวสายไฟเบอร์ออพติกตามแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย หรือทางด่วนสายใหม่ๆ” ผู้บริหารกล่าวและว่า การฟ้องร้องมูลหนี้ 600 ล้านบาท กับการสื่อสารแห่งประเทศไทย (CAT) ขณะนี้ CAT อยู่ระหว่างการอุทธรณ์
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น ALT ที่เคยขึ้นไปสูงสุดกว่า 10 บาท และตํ่าสุด 5.25 บาท (31 ส.ค. 60) ใกล้ราคาจอง 4.70 บาท ปัจจุบันราคาหุ้นขึ้นมาเหนือ 6 บาท สะท้อนรับข่าวรายได้ค่าเช่าที่จะเป็นรายได้หลัก 50% แล้ว






