
ชำแหละไฟฟ้าทางเลือก 31 บริษัทลงทุนนอก 6,820 เมกะวัตต์ SCBS ชี้ปันผลเกิน 3%
ตลาดหลักทรัพย์ฯ กางพอร์ตโรงไฟฟ้าทางเลือก กวาดมาร์เก็ตแคป 2.3 ล้านล้าน 15%ของตลาด มองธุรกิจมีโอกาสโต เตือนซื้อกองทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องดูไส้ในให้ลึกซึ้ง
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) รวมทั้งสิ้น 31 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมกัน 2.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 15% ของมาร์เก็ตแคปรวม 15.8 ล้านล้านบาท และมีการลงทุนจำนวน 541 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้ง จำนวน 25,305 เมกะวัตต์ คิดเป็น 56%ของ 45,245 เมกะวัตต์ ในส่วนที่เหลือจำนวน 19,940 เมกะวัตต์เป็นของบริษัทอื่นที่ร่วมลงทุนกับบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้เป็นข้อมูล ณ สิ้นปี 2559
[caption id="attachment_101201" align="aligncenter" width="450"]
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย[/caption]
ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนถือครองกำลังการผลิตทั้งโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยอยู่ในประเทศไทยมากที่สุด จำนวน 18,485 เมกะวัตต์ คิดเป็นกว่า 73% ของกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 25,305 เมกะวัตต์ และเป็นโรงไฟฟ้าใช้พลังงานสิ้นเปลื้อง (Conventional fuel) มากที่สุด จำนวน 19,478 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) 29 แห่ง โรงไฟฟ้าขนาดกลาง(SPP) 82 แห่ง และขนาดเล็ก(VSPP) มากกว่า 300 แห่ง ส่วนโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทางเลือกมีจำนวน 5,827 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานนํ้ามากที่สุด 3,084 เมกะวัตต์ ตามด้วยชีวมวล 2,542 เมกะวัตต์ และแสงอาทิตย์(โซลาร์) 1,299 เมกะวัตต์ ข้อมูลณ สิ้นปี 2557
“ธุรกิจโรงไฟฟ้า ทางเลือกยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก แต่ต้องพิจารณาว่าบริษัทเหล่านี้มีการใช้พลังงานอะไรบ้างเพราะมีความแตกต่างกันและหลากหลาย โดยการใช้พลังงานชีวมวลเริ่มมีมากขึ้น” นางเกศรากล่าว
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซึ่งในปีนี้มีของกลุ่มนํ้าตาลบุรีรัมย์ (BRRGIF) เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นางเกศราแนะนำว่านักลงทุนจะต้องดูรายละเอียดและศึกษาข้อมูลเรื่องการนำสินทรัพย์อะไรเข้ากองทุน เพราะมีความแตกต่างกัน หมดอายุลงเมื่อไร รวมถึงเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหน่วย เป็นเงินที่ได้จากกำไร เมื่อสิ้นสุดโครงการได้เงินต้นคืน หรือเป็นเงินปันผลที่คำนวณจากกำไรกับเงินต้นที่ทยอยคืนด้วย เพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริง
ด้านนางสาวศลยา ณ สงขลา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า บริษัทที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าทางเลือกมี7 บริษัทที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ RATCH, GPSC, EGCO,BPP, CKP BCPG และGUNKUL โดยบริษัทบีซีพีจีฯ(BCPG) มีเปอร์เซ็นต์กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปีนี้ มากกว่า 150% ตามด้วยบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เพิ่มเกือบ 40% และบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP เพิ่มมากกว่า 20%
แต่หากพิจารณาการเติบโตในปี 2560-2562 บริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากที่สุด กว่า 45% บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL กว่า 40% และ CKP เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 40%
“เราเปรียบเทียบข้อมูลของบริษัทในกลุ่มนี้ 10 บริษัท กับภาพรวมของอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่า มีพี/อี ใกล้เคียงกันในปีนี้ คือ 21 เท่า แต่ปีหน้ากลุ่มนี้จะลดลงเหลือ 16.9 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 18.5 เท่า รวมถึงการเติบโตของกำไรต่อหุ้นในปีนี้อยู่ที่ 28.1% และเพิ่มเป็น 25.5% ในปีหน้า
ส่วนอัตราผลตอบแทนเงินปันผล คาดว่าปีนี้จะได้รับ 3% และเพิ่มเป็น 3.6% ดีกว่าภาพรวมของตลาดที่ได้รับ 2.7% และ 2.9% โดย GLOW จะให้เงินปันผลสูงสุด เกือบ 7% ในปีนี้ BCPG จ่ายสูงกว่า 4%”นางสาวศลยา กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,291 วันที่ 27 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) รวมทั้งสิ้น 31 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมกัน 2.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 15% ของมาร์เก็ตแคปรวม 15.8 ล้านล้านบาท และมีการลงทุนจำนวน 541 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้ง จำนวน 25,305 เมกะวัตต์ คิดเป็น 56%ของ 45,245 เมกะวัตต์ ในส่วนที่เหลือจำนวน 19,940 เมกะวัตต์เป็นของบริษัทอื่นที่ร่วมลงทุนกับบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้เป็นข้อมูล ณ สิ้นปี 2559
[caption id="attachment_101201" align="aligncenter" width="450"]
ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนถือครองกำลังการผลิตทั้งโรงไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยอยู่ในประเทศไทยมากที่สุด จำนวน 18,485 เมกะวัตต์ คิดเป็นกว่า 73% ของกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 25,305 เมกะวัตต์ และเป็นโรงไฟฟ้าใช้พลังงานสิ้นเปลื้อง (Conventional fuel) มากที่สุด จำนวน 19,478 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) 29 แห่ง โรงไฟฟ้าขนาดกลาง(SPP) 82 แห่ง และขนาดเล็ก(VSPP) มากกว่า 300 แห่ง ส่วนโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทางเลือกมีจำนวน 5,827 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานนํ้ามากที่สุด 3,084 เมกะวัตต์ ตามด้วยชีวมวล 2,542 เมกะวัตต์ และแสงอาทิตย์(โซลาร์) 1,299 เมกะวัตต์ ข้อมูลณ สิ้นปี 2557
“ธุรกิจโรงไฟฟ้า ทางเลือกยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก แต่ต้องพิจารณาว่าบริษัทเหล่านี้มีการใช้พลังงานอะไรบ้างเพราะมีความแตกต่างกันและหลากหลาย โดยการใช้พลังงานชีวมวลเริ่มมีมากขึ้น” นางเกศรากล่าว
สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซึ่งในปีนี้มีของกลุ่มนํ้าตาลบุรีรัมย์ (BRRGIF) เข้ามาจดทะเบียนซื้อขายในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นางเกศราแนะนำว่านักลงทุนจะต้องดูรายละเอียดและศึกษาข้อมูลเรื่องการนำสินทรัพย์อะไรเข้ากองทุน เพราะมีความแตกต่างกัน หมดอายุลงเมื่อไร รวมถึงเงินปันผลที่จ่ายให้กับผู้ถือหน่วย เป็นเงินที่ได้จากกำไร เมื่อสิ้นสุดโครงการได้เงินต้นคืน หรือเป็นเงินปันผลที่คำนวณจากกำไรกับเงินต้นที่ทยอยคืนด้วย เพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริง
ด้านนางสาวศลยา ณ สงขลา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า บริษัทที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าทางเลือกมี7 บริษัทที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ RATCH, GPSC, EGCO,BPP, CKP BCPG และGUNKUL โดยบริษัทบีซีพีจีฯ(BCPG) มีเปอร์เซ็นต์กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดในปีนี้ มากกว่า 150% ตามด้วยบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เพิ่มเกือบ 40% และบริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP เพิ่มมากกว่า 20%
“เราเปรียบเทียบข้อมูลของบริษัทในกลุ่มนี้ 10 บริษัท กับภาพรวมของอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่า มีพี/อี ใกล้เคียงกันในปีนี้ คือ 21 เท่า แต่ปีหน้ากลุ่มนี้จะลดลงเหลือ 16.9 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 18.5 เท่า รวมถึงการเติบโตของกำไรต่อหุ้นในปีนี้อยู่ที่ 28.1% และเพิ่มเป็น 25.5% ในปีหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,291 วันที่ 27 - 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560






