
โรดโชว์บจ.ขายหุ้นกู้ เอเซียพลัสฯจัดเต็มเชิญ‘ซีอีโอ-ซีเอฟโอ’พบลูกค้า
“เอเซีย พลัส กรุ๊ป” ติวเข้มความรู้ด้านการลงทุนทุกสัปดาห์ จัดผู้บริหารบจ.ให้ข้อมูลลูกค้ายังนิยมตั๋วบี/อี ชูหุ้นกู้ระยะสั้นเป็นทางเลือก พร้อมแนะนำบจ.หันออกหุ้นกู้สั้นหมดห่วงสภาพคล่องตึงตัว
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP เบอร์ 1 ของธุรกิจตราสารหนี้ เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดโรดโชว์ ให้ความรู้กับลูกค้าบ่อยเกือบทุกสัปดาห์ โดยให้ซีอีโอ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) และซีเอฟโอ (ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มาให้ข้อมูลและเปิดโอกาสให้ซักถามในทุกเรื่อง โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทนั้นมีการออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ก็แนะนำให้ลูกค้าเปลี่ยนเป็นหุ้นกู้ระยะสั้น อายุ 2-3 ปี ทำให้ผู้บริหารไม่ต้องกังวลเรื่องการต่ออายุ สภาพการเงินไม่รัดตัวนัก
“เอเซีย พลัส ขายความรู้ให้กับลูกค้า เราเชิญซีอีโอมาให้ข้อมูลเป็นเรื่องปกติ ให้เข้าใจเรื่องการลงทุนทั้งในหุ้น หุ้นกู้ และบี/อี เข้าใจในตัวสินค้าและบริการและที่สำคัญให้ได้ข้อมูลโดยตรงแทนที่จะฟังข้อมูลจากนักวิเคราะห์ที่อาจจะผิดหรือข้อมูลบิดเบือน” นายก้องเกียรติ กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าเป็น 100 บริษัท อาทิ บริษัทไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมฯ (TFD) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งขายบ้านและคอนโดมิเนียม รวมถึงบริษัทที่ทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลเกือบทุกแห่ง แต่ละบริษัทยังคงออกและเสนอขายตั๋วบี/อีได้อยู่ ลูกค้าของเอเซีย พลัส ยังมีความต้องการซื้อตั๋วบี/อี เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ต้องการของบริษัทที่ดี อัตราดอกเบี้ยที่ยอมรับได้ ตอนนี้มีการชั่งนํ้าหนักเรื่องการลงทุน ในบี/อี หากไม่ต้องการเสี่ยง ก็ให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้
“การระดมทุน ผมให้นํ้าหนักผู้บริหารถึง 50% มากกว่าการดำเนินธุรกิจ เพราะว่าจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการเติบโต หากในช่วงที่เศรษฐกิจดีมีบางบริษัทไปลงทุนนอกเหนือธุรกิจหลัก ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีก็เริ่มมีปัญหา เช่น บริษัททำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในธนบุรี ซึ่งปิดการขายแล้วแต่ยังโอนไม่เสร็จ ซึ่งก็ต้องยอมขายในราคาส่วนลด เพื่อปิดโครงการและนำเงินคืนหนี้ เพื่อจะออกการระดมทุนใหม่” นายก้องเกียรติ กล่าว
ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานก.ล.ต. เปิดเผยว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกและเสนอขายตราสารหนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม และรองรับความต้องการของผู้ต้องการระดมทุนได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งเพิ่มมาตรฐานในการปฏิบัติงานของตัวกลางให้มีระบบควบคุมและสอบทานผลประโยชน์ของผู้ลงทุนและผู้ออกตราสาร โดยจะเปิดรับฟังความเห็นถึงวันที่ 30 สิงหาคมนี้และคาดว่าประกาศจะมีผลใช้บังคับภายในไตรมาส 4 ปีนี้
สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงเกณฑ์ มีดังนี้ การเสนอขายตั๋วเงินจะให้ทำได้เฉพาะแบบ PP-วงแคบ และผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้น โดยยกเลิกให้เสนอขายแบบผู้ลงทุนรายใหญ่ การเสนอขายตราสารหนี้แบบ PP-วงแคบ ให้เสนอขายได้เฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ออกตราสาร ผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่ การเสนอขายตราสารหนี้แบบผู้ลงทุนรายใหญ่ ให้เสนอขายได้เฉพาะหุ้นกู้เท่านั้น โดยผู้ออกตราสารต้องยื่นขออนุญาตก่อนจะออกตราสารหนี้และเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์กำหนด โดยต้องจัดให้มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้
[caption id="attachment_190595" align="aligncenter" width="368"]
โรดโชว์บจ.ขายหุ้นกู้ เอเซียพลัสฯจัดเต็มเชิญ‘ซีอีโอ-ซีเอฟโอ’พบลูกค้า[/caption]
การเสนอขายตราสารหนี้แบบผู้ลงทุนทั่วไปจะเพิ่มคุณสมบัติของผู้ออกตราสารในด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความสามารถชำระหนี้และต้องมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้และเพิ่มมาตรฐานการปฏิบัติงานของตัวกลางที่เป็นผู้ขายตราสารหนี้ต่อผู้ลงทุน โดยกำหนดแยกหน่วยงานที่ติดต่อกับผู้ออกตราสารและหน่วยงานขายที่ติดต่อกับผู้ลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,285 วันที่ 6 -9 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP เบอร์ 1 ของธุรกิจตราสารหนี้ เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดโรดโชว์ ให้ความรู้กับลูกค้าบ่อยเกือบทุกสัปดาห์ โดยให้ซีอีโอ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) และซีเอฟโอ (ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มาให้ข้อมูลและเปิดโอกาสให้ซักถามในทุกเรื่อง โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทนั้นมีการออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี) ก็แนะนำให้ลูกค้าเปลี่ยนเป็นหุ้นกู้ระยะสั้น อายุ 2-3 ปี ทำให้ผู้บริหารไม่ต้องกังวลเรื่องการต่ออายุ สภาพการเงินไม่รัดตัวนัก
“เอเซีย พลัส ขายความรู้ให้กับลูกค้า เราเชิญซีอีโอมาให้ข้อมูลเป็นเรื่องปกติ ให้เข้าใจเรื่องการลงทุนทั้งในหุ้น หุ้นกู้ และบี/อี เข้าใจในตัวสินค้าและบริการและที่สำคัญให้ได้ข้อมูลโดยตรงแทนที่จะฟังข้อมูลจากนักวิเคราะห์ที่อาจจะผิดหรือข้อมูลบิดเบือน” นายก้องเกียรติ กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าเป็น 100 บริษัท อาทิ บริษัทไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมฯ (TFD) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งขายบ้านและคอนโดมิเนียม รวมถึงบริษัทที่ทำธุรกิจสินเชื่อบุคคลเกือบทุกแห่ง แต่ละบริษัทยังคงออกและเสนอขายตั๋วบี/อีได้อยู่ ลูกค้าของเอเซีย พลัส ยังมีความต้องการซื้อตั๋วบี/อี เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ต้องการของบริษัทที่ดี อัตราดอกเบี้ยที่ยอมรับได้ ตอนนี้มีการชั่งนํ้าหนักเรื่องการลงทุน ในบี/อี หากไม่ต้องการเสี่ยง ก็ให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้
“การระดมทุน ผมให้นํ้าหนักผู้บริหารถึง 50% มากกว่าการดำเนินธุรกิจ เพราะว่าจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการเติบโต หากในช่วงที่เศรษฐกิจดีมีบางบริษัทไปลงทุนนอกเหนือธุรกิจหลัก ยิ่งตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีก็เริ่มมีปัญหา เช่น บริษัททำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในธนบุรี ซึ่งปิดการขายแล้วแต่ยังโอนไม่เสร็จ ซึ่งก็ต้องยอมขายในราคาส่วนลด เพื่อปิดโครงการและนำเงินคืนหนี้ เพื่อจะออกการระดมทุนใหม่” นายก้องเกียรติ กล่าว
ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานก.ล.ต. เปิดเผยว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกและเสนอขายตราสารหนี้ เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม และรองรับความต้องการของผู้ต้องการระดมทุนได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งเพิ่มมาตรฐานในการปฏิบัติงานของตัวกลางให้มีระบบควบคุมและสอบทานผลประโยชน์ของผู้ลงทุนและผู้ออกตราสาร โดยจะเปิดรับฟังความเห็นถึงวันที่ 30 สิงหาคมนี้และคาดว่าประกาศจะมีผลใช้บังคับภายในไตรมาส 4 ปีนี้
สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงเกณฑ์ มีดังนี้ การเสนอขายตั๋วเงินจะให้ทำได้เฉพาะแบบ PP-วงแคบ และผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้น โดยยกเลิกให้เสนอขายแบบผู้ลงทุนรายใหญ่ การเสนอขายตราสารหนี้แบบ PP-วงแคบ ให้เสนอขายได้เฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ออกตราสาร ผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่ การเสนอขายตราสารหนี้แบบผู้ลงทุนรายใหญ่ ให้เสนอขายได้เฉพาะหุ้นกู้เท่านั้น โดยผู้ออกตราสารต้องยื่นขออนุญาตก่อนจะออกตราสารหนี้และเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์กำหนด โดยต้องจัดให้มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้
[caption id="attachment_190595" align="aligncenter" width="368"]
การเสนอขายตราสารหนี้แบบผู้ลงทุนทั่วไปจะเพิ่มคุณสมบัติของผู้ออกตราสารในด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความสามารถชำระหนี้และต้องมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้และเพิ่มมาตรฐานการปฏิบัติงานของตัวกลางที่เป็นผู้ขายตราสารหนี้ต่อผู้ลงทุน โดยกำหนดแยกหน่วยงานที่ติดต่อกับผู้ออกตราสารและหน่วยงานขายที่ติดต่อกับผู้ลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,285 วันที่ 6 -9 สิงหาคม พ.ศ. 2560






