
‘เหนือ-อีสาน’ จมบาดาล คาดสูญ 3-5 พันล้าน
ผลพวงจากพายุดีเปรสชันเซินกา ที่ถล่มภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ก่อให้เกิด นํ้าป่าไหลหลาก นํ้าท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการและประชาชนในพื้นที่
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วมเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 สมาคมประกันวินาศภัยไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งประเภทรถยนต์ ที่เอาประกันภัย ความเสียหายจากทรัพย์สินและพื้นที่ปลูกข้าวนาปี รวมมูลค่าความเสียหายจากนํ้าท่วม ซึ่งขยายวงกว้างครอบคลุมเกือบ 14 จังหวัดทุนประกันภัยประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท
[caption id="attachment_188797" align="aligncenter" width="333"]
จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย[/caption]
โดยเฉพาะความเสียหายที่ประเมินจากรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นโดยได้รับแจ้งเข้ามาเกือบ 1,000 คัน ซึ่งเป็นประมาณการความเสียหายบนสมมติฐานทุนประกันเต็มวงเงินต่อคัน คือจำนวน 5 แสนบาทต่อกรมธรรม์ มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 500 ล้านบาท แต่จะต้องรอนํ้าลด เพื่อสำรวจสภาพความเสียหายและพิสูจน์ว่ารถยนต์ที่มีการแจ้งเข้ามานั้นมีจำนวนกรม ธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 กี่คันที่ทำประกัน
ส่วนแนวโน้มความเสียหายนั้นยังยากต่อการคาดการณ์ เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์นํ้าท่วมจะลดหรือขยายวงกว้างครอบคลุมแค่ไหน เท่าที่ได้รับแจ้งเข้ามาพบว่าสถานการณ์นํ้าท่วมขยายพื้นที่ใน 14 จังหวัด แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่อยู่ในช่วงเฝ้าระวัง
ดังนั้นในแง่ของความเสียหายจะต้องรอสรุปความชัดเจน ภายหลังจากได้มีการสำรวจโดยลงพื้นที่จริง ประกอบกับผลของการถือครองกรมธรรม์ประกันภัยจำนวนเท่าไหร่
ขณะที่ความเสียหายต่อทรัพย์สินนั้น ความเสียหายหลักใหญ่ไม่มี เท่าที่ทราบใน 14 จังหวัดดังกล่าวไม่มีโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ความเสียหายที่พบจะเป็นบ้านเรือนรายย่อย ซึ่งจำนวนหลังคาเรือนไม่มากนัก อีกทั้งยังไม่ทราบว่าบ้านเรือนที่ประสบภัยนํ้าท่วมมีกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่
ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ขณะนี้ต้องรอตัวเลขจากกระทรวงเกษตรฯหรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ซึ่งจะสรุปตัวเลขอีกครั้ง ดังนั้นความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นภัยขนาดใหญ่เช่นปี 2554 และเชื่อว่าจะอยู่ในวิสัยที่บริษัทประกันภัยสามารถรองรับได้
สำหรับประเด็นเร่งด่วนในส่วนของสมาคมนอกจากติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว ขณะนี้ ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยนํ้าท่วมติดต่อบริษัทประกันภัยที่ได้ซื้อความคุ้มครองไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานรับทราบและจะได้กระจายกำลังให้บริการอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการเร่งจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกค้าหรือประชาชน ภายหลังจากทุกกรมธรรม์ผ่านการตรวจสอบ เพราะแต่ละค่ายถือเป็นกลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าของตัวเองอยู่แล้ว
ส่วนแนวโน้มเบี้ยประกันปี 2560 คาดว่าเบี้ยประกันภัยปีนี้ไม่ต่างจากปีก่อน เพราะส่วนใหญ่เบี้ยประกันภัยจะมาจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งยังคงซื้อภัยความเสี่ยงเป็นปกติสถานการณ์นํ้าท่วมหรือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เร่งให้ประชาชนหันมาซื้อประกันภัยเพิ่มขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,284 วันที่ 3 -5 สิงหาคม พ.ศ. 2560
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าแนวทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วมเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 สมาคมประกันวินาศภัยไทย ประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งประเภทรถยนต์ ที่เอาประกันภัย ความเสียหายจากทรัพย์สินและพื้นที่ปลูกข้าวนาปี รวมมูลค่าความเสียหายจากนํ้าท่วม ซึ่งขยายวงกว้างครอบคลุมเกือบ 14 จังหวัดทุนประกันภัยประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท
[caption id="attachment_188797" align="aligncenter" width="333"]
โดยเฉพาะความเสียหายที่ประเมินจากรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นโดยได้รับแจ้งเข้ามาเกือบ 1,000 คัน ซึ่งเป็นประมาณการความเสียหายบนสมมติฐานทุนประกันเต็มวงเงินต่อคัน คือจำนวน 5 แสนบาทต่อกรมธรรม์ มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 500 ล้านบาท แต่จะต้องรอนํ้าลด เพื่อสำรวจสภาพความเสียหายและพิสูจน์ว่ารถยนต์ที่มีการแจ้งเข้ามานั้นมีจำนวนกรม ธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจประเภท 1 กี่คันที่ทำประกัน
ส่วนแนวโน้มความเสียหายนั้นยังยากต่อการคาดการณ์ เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์นํ้าท่วมจะลดหรือขยายวงกว้างครอบคลุมแค่ไหน เท่าที่ได้รับแจ้งเข้ามาพบว่าสถานการณ์นํ้าท่วมขยายพื้นที่ใน 14 จังหวัด แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่อยู่ในช่วงเฝ้าระวัง
ดังนั้นในแง่ของความเสียหายจะต้องรอสรุปความชัดเจน ภายหลังจากได้มีการสำรวจโดยลงพื้นที่จริง ประกอบกับผลของการถือครองกรมธรรม์ประกันภัยจำนวนเท่าไหร่
ขณะที่ความเสียหายต่อทรัพย์สินนั้น ความเสียหายหลักใหญ่ไม่มี เท่าที่ทราบใน 14 จังหวัดดังกล่าวไม่มีโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ความเสียหายที่พบจะเป็นบ้านเรือนรายย่อย ซึ่งจำนวนหลังคาเรือนไม่มากนัก อีกทั้งยังไม่ทราบว่าบ้านเรือนที่ประสบภัยนํ้าท่วมมีกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่
ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ขณะนี้ต้องรอตัวเลขจากกระทรวงเกษตรฯหรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ซึ่งจะสรุปตัวเลขอีกครั้ง ดังนั้นความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นภัยขนาดใหญ่เช่นปี 2554 และเชื่อว่าจะอยู่ในวิสัยที่บริษัทประกันภัยสามารถรองรับได้
สำหรับประเด็นเร่งด่วนในส่วนของสมาคมนอกจากติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแล้ว ขณะนี้ ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัยนํ้าท่วมติดต่อบริษัทประกันภัยที่ได้ซื้อความคุ้มครองไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้พนักงานรับทราบและจะได้กระจายกำลังให้บริการอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะการเร่งจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกค้าหรือประชาชน ภายหลังจากทุกกรมธรรม์ผ่านการตรวจสอบ เพราะแต่ละค่ายถือเป็นกลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าของตัวเองอยู่แล้ว
ส่วนแนวโน้มเบี้ยประกันปี 2560 คาดว่าเบี้ยประกันภัยปีนี้ไม่ต่างจากปีก่อน เพราะส่วนใหญ่เบี้ยประกันภัยจะมาจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งยังคงซื้อภัยความเสี่ยงเป็นปกติสถานการณ์นํ้าท่วมหรือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเชื่อว่าจะ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เร่งให้ประชาชนหันมาซื้อประกันภัยเพิ่มขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,284 วันที่ 3 -5 สิงหาคม พ.ศ. 2560






