
ซิตี้แบงก์ตั้งเป้าโต 10% ปรับตัวรับมือกฎธปท.
ซิตี้แบงก์ ตั้งเป้าเติบโตธุรกิจบัตรเครดิต 8-10% จากฐานบัตรใหม่ 1 ล้านใบดันซิตี้เอ็มวีซ่า 3 ปีแตะ 5 แสนใบ ยันทางการออกกฎคุมเข้มไม่กระทบธุรกิจ-พร้อมปรับตัว เชื่อไทยยังมีโอกาสเติบโตสูง
นายซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตปีนี้อยู่ที่ 8-10% ทั้งในแง่ฐานบัตรและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ปัจจุบันธนาคารมีฐานบัตรเครดิตรวมอยู่ที่กว่า 1 ล้านใบ และบัตรเครดิตซิตี้เอ็ม วีซ่า ที่ร่วมกับเดอะมอลล์ กรุ๊ป คาดว่าภายใน 2-3 ปี จะมีฐานบัตรอยู่ที่ 5 แสนใบ
ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกอัตราการเติบโตยังคงสอดคล้องกับตลาดและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ฐานลูกค้าของธนาคารมีฐานรายได้ปานกลางและค่อนข้างสูง ทำให้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ บัตรมียอดการใช้จ่ายสมํ่าเสมอ อยู่สูงที่ 90% ส่วนอัตราการอนุมัติ อยู่ที่ 50%
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปัจจุบันยังอยู่ในระดับทรงตัว และพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้ายังค่อนข้างดี
สำหรับกรณีการกำกับดูแลบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะมีออกมานั้น หลักเกณฑ์ยังไม่ออกมาชัดเจน ทำให้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ แต่ปรับตัวในระยะกลางและยาวไว้แล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะมีผล ส่วนจะมีผลกดดันต่อการเติบโตหรือไม่นั้น จะเห็นว่าการกำกับดูแลแต่ละประเทศแตกต่างกัน ซึ่งธนาคารก็พยายามปฏิบัติตามให้ถูกกติกาที่ทางการวางไว้
ขณะเดียวกัน หากดูการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตเมื่อเทียบกับจีดีพีของไทยอยู่ที่ 10% และมีหนี้คงค้างรวมเพียง 2% ของจีดีพี ซึ่งมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายซานดีพ บาตระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ธนาคารซิตี้แบงก์ กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตปีนี้อยู่ที่ 8-10% ทั้งในแง่ฐานบัตรและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ปัจจุบันธนาคารมีฐานบัตรเครดิตรวมอยู่ที่กว่า 1 ล้านใบ และบัตรเครดิตซิตี้เอ็ม วีซ่า ที่ร่วมกับเดอะมอลล์ กรุ๊ป คาดว่าภายใน 2-3 ปี จะมีฐานบัตรอยู่ที่ 5 แสนใบ
ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกอัตราการเติบโตยังคงสอดคล้องกับตลาดและภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ฐานลูกค้าของธนาคารมีฐานรายได้ปานกลางและค่อนข้างสูง ทำให้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ บัตรมียอดการใช้จ่ายสมํ่าเสมอ อยู่สูงที่ 90% ส่วนอัตราการอนุมัติ อยู่ที่ 50%
ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปัจจุบันยังอยู่ในระดับทรงตัว และพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกค้ายังค่อนข้างดี
สำหรับกรณีการกำกับดูแลบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะมีออกมานั้น หลักเกณฑ์ยังไม่ออกมาชัดเจน ทำให้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ แต่ปรับตัวในระยะกลางและยาวไว้แล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะมีผล ส่วนจะมีผลกดดันต่อการเติบโตหรือไม่นั้น จะเห็นว่าการกำกับดูแลแต่ละประเทศแตกต่างกัน ซึ่งธนาคารก็พยายามปฏิบัติตามให้ถูกกติกาที่ทางการวางไว้
ขณะเดียวกัน หากดูการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตเมื่อเทียบกับจีดีพีของไทยอยู่ที่ 10% และมีหนี้คงค้างรวมเพียง 2% ของจีดีพี ซึ่งมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,279 วันที่ 16 - 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






