
บลจ.กสิกรไทยเชื่อมั่นศก.ไทยหนุนหุ้น 1,650 จุด
บลจ.กสิกรไทย เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยไปต่อ ย้ำเป้าดัชนีหุ้นไทย 1,650 จุด พร้อมปันผล 2 กองทุนหุ้นผลงานดี
นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังและเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในปีนี้ โดย คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปลายปีอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน ทั้งในด้านนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมไปถึงปัจจัยด้านนโยบายการเงินของ Fed ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาค และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ในระยะสั้น
"กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทย บลจ.กสิกรไทยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง และเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการลงทุนของภาครัฐในครึ่งปีหลัง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นางสาวธิดาศิริ กล่าว
นอกจากนี้บลจ.กสิกรไทยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลกองทุนรวมหุ้นไทยจำนวน 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนเปิดเค หุ้นทุน (K-EQUITY) ในอัตรา 1.00 บาทต่อหน่วย และกองทุนเปิดเค สตราทิจิค แอคทีฟ หุ้นทุนปันผล (K-STADE) ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย โดยทั้ง 2 กองทุนจะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดทะเบียน ณ เวลา 8.00 น. ของวันที่ 30 มิ.ย.2560 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ค.2560 รวมมูลค่าเงินปันผล 170.3 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุน K-EQUITY ในรอบ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2559 – 30 มิ.ย.2560 จ่ายปันผลรวมทั้งสิ้นในอัตรา 2.05 บาทต่อหน่วย (รวมครั้งนี้) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย อยู่ที่ 12.27%ต่อปี ส่วนผลดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือนและ 1 ปี อยู่ที่ 3.97% และ 12.35% ตามลำดับ (ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 60) ที่ผ่านมากองทุนใช้กลยุทธ์เน้นมุมมองภาพการลงทุนในระยะกลางถึงยาว และเป็นหุ้นของบริษัทที่ยังมีความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ดีแม้ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่มีความผันผวน จึงทำให้กองทุนสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้เป็นที่น่าพอใจ
ด้านกองทุน K-STADE ในรอบผลดำเนินงาน 6 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.2560 กองทุนจ่ายปันผลรวม 0.20 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 9.51% ต่อปี ส่วนย้อนหลัง 6 เดือนและ 1 ปีอยู่ที่ 3.37% และ 10.02% ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมากองทุนใช้กลยุทธ์เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีอัตราการจ่ายปันผลสูง และมีการกระจายลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเน้นการจับจังหวะการซื้อขายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กองทุน
"กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นไทย บลจ.กสิกรไทยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง และเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการลงทุนของภาครัฐในครึ่งปีหลัง รวมถึงภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นางสาวธิดาศิริ กล่าว
นอกจากนี้บลจ.กสิกรไทยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลกองทุนรวมหุ้นไทยจำนวน 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนเปิดเค หุ้นทุน (K-EQUITY) ในอัตรา 1.00 บาทต่อหน่วย และกองทุนเปิดเค สตราทิจิค แอคทีฟ หุ้นทุนปันผล (K-STADE) ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย โดยทั้ง 2 กองทุนจะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดทะเบียน ณ เวลา 8.00 น. ของวันที่ 30 มิ.ย.2560 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ค.2560 รวมมูลค่าเงินปันผล 170.3 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุน K-EQUITY ในรอบ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2559 – 30 มิ.ย.2560 จ่ายปันผลรวมทั้งสิ้นในอัตรา 2.05 บาทต่อหน่วย (รวมครั้งนี้) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย อยู่ที่ 12.27%ต่อปี ส่วนผลดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือนและ 1 ปี อยู่ที่ 3.97% และ 12.35% ตามลำดับ (ข้อมูล ณ 30 มิ.ย. 60) ที่ผ่านมากองทุนใช้กลยุทธ์เน้นมุมมองภาพการลงทุนในระยะกลางถึงยาว และเป็นหุ้นของบริษัทที่ยังมีความสามารถในการสร้างผลกำไรที่ดีแม้ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่มีความผันผวน จึงทำให้กองทุนสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้เป็นที่น่าพอใจ
ด้านกองทุน K-STADE ในรอบผลดำเนินงาน 6 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.2560 กองทุนจ่ายปันผลรวม 0.20 บาทต่อหน่วย หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ 9.51% ต่อปี ส่วนย้อนหลัง 6 เดือนและ 1 ปีอยู่ที่ 3.37% และ 10.02% ตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมากองทุนใช้กลยุทธ์เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีอัตราการจ่ายปันผลสูง และมีการกระจายลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเน้นการจับจังหวะการซื้อขายเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กองทุน






