
BAM เปิดตัวโครงการ “สุขใจ ได้บ้านคืน”
BAM เปิดโอกาสลูกค้าในพอร์ตกว่า 2 หมื่นรายมูลหนี้รวม 2.89หมื่นล้านเฉลี่ยภาระหนี้เงินต้นไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อรายยังไม่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเข้าร่วมโครงการ “สุขใจได้บ้านคืน” สามารถเลือกจ่ายครั้งเดียว รีไฟแนนซ์หรือผ่อนชำระ 10ปีคิดดอกเบี้ยอัตรา 6.25%ต่อปี-ลงทะเบียนจองสิทธิภายใน 29 ธันวาคมนี้
นายชูพงษ์ โภคะสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ “สุขใจ ได้บ้านคืน” เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถชำระหนี้และนำทรัพย์หลักประกัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยกลับคืนไปง่ายขึ้น สำหรับลูลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือลูกหนี้ที่มีหลักประกันเป็นที่อยู่อาศัย ที่มีภาระหนี้เงินต้นไม่เกิน 5 ล้านบาท จำนวน 21,285 ราย รวมภาระหนี้เงินต้น จำนวน 28,978 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของลูกหนี้ทั้งหมด ซึ่งในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นลูกหนี้สำนักงานใหญ่ 11,820ราย ภาระหนี้ในเงินต้น 14,708ล้านบาท และอยู่ในภูมิภาค 9,465ราย มูลหนี้ 14,269ล้านบาท
ทั้งนี้ ลูกหนี้สามารถรีไฟแนนซ์ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือเลือกผ่อนชำระกับ BAM โดยสามารถชำระหนี้ในอัตรา 80% ของราคาประเมินหลักประกัน และสามารถเลือกชำระครั้งเดียว หรือผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี อัตราดอกเบี้ย MLR ของ BAM(ปัจจุบันอยู่ที่ 6.25%ต่อปี) ตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระ ซึ่งนอกจากคุณสมบัติต้องเป็นลูกหนี้เฉพาะของ BAM ที่มีภาระหนี้เงินต้นต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาทเป็นลูกหนี้ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และ/หรือ สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีหลักประกันเป็นที่อยู่อาศัย เป็นบุคคลธรรมดาที่ยังไม่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด รวมถึงไม่มีภาระหนี้บัญชีอื่น และ/หรือ ไม่เป็นลูกหนี้ร่วม/ผู้ค้ำประกัน/ผู้จำนอง/ ผู้จำนำ ลูกหนี้อื่น ของ BAM และไม่มีทรัพย์สินอื่น เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยจริงๆ โดยลูกหนี้สามารถแจ้งความประสงค์หรือลงทะเบียนจองสิทธิภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2560
นายนพรัตน์ อุ่นจัตตุรพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ BAM กล่าวว่า ที่ผ่านมา BAM ได้รับซื้อรับโอนหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) จากสถาบันการเงินเข้ามาบริหารจัดการ จำนวน 178,243 ราย คิดเป็นภาระหนี้เงินต้น จำนวน 638,935 ล้านบาท ปัจจุบันคงเหลือลูกหนี้ที่อยู่ในความดูแล จำนวน 76,254 ราย คิดเป็นภาระหนี้เงินต้น จำนวน 437,082 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่านมานั้น BAM จะใช้แนวทางการประนอมหนี้บนพื้นฐานความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้ได้ข้อยุติและผลประโยชน์สูงสุดร่วมกันทั้งสองฝ่าย และสามารถเจรจาประนอมหนี้ได้แม้ว่าจะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีก็ตาม โดยจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก และมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่สุจริตให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมทั้งได้ทรัพย์หลักประกันกลับคืนไป
นายชูพงษ์ โภคะสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ “สุขใจ ได้บ้านคืน” เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถชำระหนี้และนำทรัพย์หลักประกัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยกลับคืนไปง่ายขึ้น สำหรับลูลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือลูกหนี้ที่มีหลักประกันเป็นที่อยู่อาศัย ที่มีภาระหนี้เงินต้นไม่เกิน 5 ล้านบาท จำนวน 21,285 ราย รวมภาระหนี้เงินต้น จำนวน 28,978 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของลูกหนี้ทั้งหมด ซึ่งในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นลูกหนี้สำนักงานใหญ่ 11,820ราย ภาระหนี้ในเงินต้น 14,708ล้านบาท และอยู่ในภูมิภาค 9,465ราย มูลหนี้ 14,269ล้านบาท
ทั้งนี้ ลูกหนี้สามารถรีไฟแนนซ์ไปยังสถาบันการเงินอื่น หรือเลือกผ่อนชำระกับ BAM โดยสามารถชำระหนี้ในอัตรา 80% ของราคาประเมินหลักประกัน และสามารถเลือกชำระครั้งเดียว หรือผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี อัตราดอกเบี้ย MLR ของ BAM(ปัจจุบันอยู่ที่ 6.25%ต่อปี) ตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระ ซึ่งนอกจากคุณสมบัติต้องเป็นลูกหนี้เฉพาะของ BAM ที่มีภาระหนี้เงินต้นต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาทเป็นลูกหนี้ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และ/หรือ สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีหลักประกันเป็นที่อยู่อาศัย เป็นบุคคลธรรมดาที่ยังไม่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด รวมถึงไม่มีภาระหนี้บัญชีอื่น และ/หรือ ไม่เป็นลูกหนี้ร่วม/ผู้ค้ำประกัน/ผู้จำนอง/ ผู้จำนำ ลูกหนี้อื่น ของ BAM และไม่มีทรัพย์สินอื่น เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยจริงๆ โดยลูกหนี้สามารถแจ้งความประสงค์หรือลงทะเบียนจองสิทธิภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2560
นายนพรัตน์ อุ่นจัตตุรพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ BAM กล่าวว่า ที่ผ่านมา BAM ได้รับซื้อรับโอนหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) จากสถาบันการเงินเข้ามาบริหารจัดการ จำนวน 178,243 ราย คิดเป็นภาระหนี้เงินต้น จำนวน 638,935 ล้านบาท ปัจจุบันคงเหลือลูกหนี้ที่อยู่ในความดูแล จำนวน 76,254 ราย คิดเป็นภาระหนี้เงินต้น จำนวน 437,082 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างหนี้ที่ผ่านมานั้น BAM จะใช้แนวทางการประนอมหนี้บนพื้นฐานความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้ได้ข้อยุติและผลประโยชน์สูงสุดร่วมกันทั้งสองฝ่าย และสามารถเจรจาประนอมหนี้ได้แม้ว่าจะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินคดีก็ตาม โดยจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลัก และมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่สุจริตให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมทั้งได้ทรัพย์หลักประกันกลับคืนไป






