
สำรองเลี้ยงชีพทะลุล้านล. 5 เดือนบลจ.วรรณ โต42%หวังกบช.เปิดทางลงทุนอิสระ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินทรัพย์เติบโตแตะ 1 ล้านล้านบาทบลจ.จับตา “กบช.” คลอดปี 61 หากรัฐให้ตั้งกองทุนใหม่ภาระนายจ้างเพิ่ม ค้านรัฐรวมศูนย์คุมเอง ชี้เงินเอกชน ควรเปิดให้ตัดสินใจลงทุนอิสระ
สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (AIMC) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือน ปี 2560 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ทั้งระบบมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเติบโตแตะ1,005,012.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น31,739.35 ล้านบาท หรือ 3.26% จากสิ้นปี 2560 มีมูลค่าสินทรัพย์จำนวน973,272.71 ล้านบาทและนับจากปี 2538 ที่ตั้งกองทุนครั้งแรกกองทุนเติบโต 1660%จากมูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 57,113 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีอัตราการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์สูงสุดในปีนี้ ได้แก่บลจ.วรรณ เติบโต 42.04% หรือจำนวน 6,290.48 ล้านบาท รองลงมาบลจ.กรุงศรี เติบโต 25.57% หรือจำนวน 7,629.09 ล้านบาทและบลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เติบโต 18.21% หรือจำนวน 11,897.51 ล้านบาท โดยมี 2 บลจ.ที่ลดลง ได้แก่ บลจ.ไทยพาณิชย์ ลดลง 18,924.42 ล้านบาท หรือ 15.76% บลจ.กสิกรไทย ลดลง 2,076.22 ล้านบาท หรือ 1.27% แต่บลจ.กสิกรไทย ยังครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่ง 16.09% มูลค่า 161,667.57 ล้านบาท
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเติบโตต่อเนื่องจากลูกค้ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งเลือกบริษัทบริหารกองทุนโดยพิจารณาจากผลงานการบริหารกองทุน, กระบวนการลงทุนและบุคคลากร
“แม้บลจ.วรรณมีขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความคล่องตัวในการบริหารกองทุน รวมทั้งจุดเด่นในการจับจังหวะเข้าลงทุนและเลือกหุ้น ซึ่งทำให้ผลงานเป็นที่พอใจของลูกค้า จนถึงขณะนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเติบโตเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10%ในปีนี้แล้ว”นายพจน์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มจากนี้จะเพิ่มกลุ่มลูกค้าเอกชนเข้ามาลงทุนในกองทุนร่วมหรือพูล ฟันด์มากขึ้น ส่วนลูกค้ารัฐวิสาหกิจในช่วงปลายปีจะครบสัญญาหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทจะเสนอตัวร่วมเข้าบริหารด้วย รวมทั้งจะรักษาฐานลูกค้าเดิมที่จะหมดอายุในปีนี้เช่นกัน
ในส่วนของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาพบังคับที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2561 ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการร่างกฎหมายโดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุนและสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เสนอความคิดเห็นให้ภาครัฐไปแล้ว ไม่เห็นด้วยหากรัฐจะรวมศูนย์กลางในการบริหารกองทุนและเลือกบลจ.ไม่กี่แห่งมาบริหาร ควรให้ลูกจ้างนายจ้างเลือกบลจ.และนโยบายลงทุนเอง
“หลัการเอกชนเห็นด้วยกับการออมภาคบังคับ จากโครงสร้างแรงงาน 30 กว่าล้านคน มีเพียง 1 ใน 3 ที่มีระบบการออม ผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) กองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่จากจำนวนนายจ้างที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ประมาณ 6.5 แสนราย มีกองทุนสำรองเลี้ยงเพียง 17,000 ราย คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3%และมีลูกจ้าง 3 ล้านรายที่อยู่ในระบบ”นายพจน์ กล่าว
นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่าสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งต้องติดตามประเด็นหลัก 2 เรื่อง หากบริษัทนายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วและมีเงื่อนไขตามกบช.กำหนด เงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 3% รัฐจะยกเว้นโดยไม่ต้องไปจัดตั้งกองทุนกบช.เพิ่มหรือไม่ เพราะเป็นภาระของบริษัทนายจ้างที่ปัจจุบันต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
ในส่วนของการบริหารจัดการกองทุนกบช. ซึ่งเป็นเงินของลูกจ้างและนายจ้างของบริษัทเอกชน โดยไม่ใช้เงินรัฐเหมือนกองทุนประกันสังคมที่มีเงิน 3 ส่วน จากนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐ ดังนั้นรัฐควรเปิดให้เอกชนตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างอิสระ ซึ่งปัจจุบันลูกจ้างเอกชนเริ่มมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนมากขึ้น เห็นได้จากกองทุน RMF ที่มีเงินเข้าลงทุนต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มที่ยังไม่มีความเข้าใจก็สามารถเรียนรู้และหาข้อมูลได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
สมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (AIMC) เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือน ปี 2560 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ทั้งระบบมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเติบโตแตะ1,005,012.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น31,739.35 ล้านบาท หรือ 3.26% จากสิ้นปี 2560 มีมูลค่าสินทรัพย์จำนวน973,272.71 ล้านบาทและนับจากปี 2538 ที่ตั้งกองทุนครั้งแรกกองทุนเติบโต 1660%จากมูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 57,113 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีอัตราการเติบโตของมูลค่าสินทรัพย์สูงสุดในปีนี้ ได้แก่บลจ.วรรณ เติบโต 42.04% หรือจำนวน 6,290.48 ล้านบาท รองลงมาบลจ.กรุงศรี เติบโต 25.57% หรือจำนวน 7,629.09 ล้านบาทและบลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เติบโต 18.21% หรือจำนวน 11,897.51 ล้านบาท โดยมี 2 บลจ.ที่ลดลง ได้แก่ บลจ.ไทยพาณิชย์ ลดลง 18,924.42 ล้านบาท หรือ 15.76% บลจ.กสิกรไทย ลดลง 2,076.22 ล้านบาท หรือ 1.27% แต่บลจ.กสิกรไทย ยังครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่ง 16.09% มูลค่า 161,667.57 ล้านบาท
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเติบโตต่อเนื่องจากลูกค้ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งเลือกบริษัทบริหารกองทุนโดยพิจารณาจากผลงานการบริหารกองทุน, กระบวนการลงทุนและบุคคลากร
“แม้บลจ.วรรณมีขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความคล่องตัวในการบริหารกองทุน รวมทั้งจุดเด่นในการจับจังหวะเข้าลงทุนและเลือกหุ้น ซึ่งทำให้ผลงานเป็นที่พอใจของลูกค้า จนถึงขณะนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเติบโตเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10%ในปีนี้แล้ว”นายพจน์ กล่าว
ในส่วนของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาพบังคับที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2561 ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการร่างกฎหมายโดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุนและสมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เสนอความคิดเห็นให้ภาครัฐไปแล้ว ไม่เห็นด้วยหากรัฐจะรวมศูนย์กลางในการบริหารกองทุนและเลือกบลจ.ไม่กี่แห่งมาบริหาร ควรให้ลูกจ้างนายจ้างเลือกบลจ.และนโยบายลงทุนเอง
“หลัการเอกชนเห็นด้วยกับการออมภาคบังคับ จากโครงสร้างแรงงาน 30 กว่าล้านคน มีเพียง 1 ใน 3 ที่มีระบบการออม ผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) กองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่จากจำนวนนายจ้างที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ประมาณ 6.5 แสนราย มีกองทุนสำรองเลี้ยงเพียง 17,000 ราย คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 3%และมีลูกจ้าง 3 ล้านรายที่อยู่ในระบบ”นายพจน์ กล่าว
นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่าสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งต้องติดตามประเด็นหลัก 2 เรื่อง หากบริษัทนายจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วและมีเงื่อนไขตามกบช.กำหนด เงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 3% รัฐจะยกเว้นโดยไม่ต้องไปจัดตั้งกองทุนกบช.เพิ่มหรือไม่ เพราะเป็นภาระของบริษัทนายจ้างที่ปัจจุบันต้องส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
ในส่วนของการบริหารจัดการกองทุนกบช. ซึ่งเป็นเงินของลูกจ้างและนายจ้างของบริษัทเอกชน โดยไม่ใช้เงินรัฐเหมือนกองทุนประกันสังคมที่มีเงิน 3 ส่วน จากนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐ ดังนั้นรัฐควรเปิดให้เอกชนตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างอิสระ ซึ่งปัจจุบันลูกจ้างเอกชนเริ่มมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนมากขึ้น เห็นได้จากกองทุน RMF ที่มีเงินเข้าลงทุนต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มที่ยังไม่มีความเข้าใจก็สามารถเรียนรู้และหาข้อมูลได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,275 วันที่ 2 - 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






