thansettakij
thansettakij
บล.เคทีบีชี้ตลาดกังวลลดคิวอี-ดัชนีจ่อ 1,590 จุดกดหุ้นร่วง

บล.เคทีบีชี้ตลาดกังวลลดคิวอี-ดัชนีจ่อ 1,590 จุดกดหุ้นร่วง

28 มิ.ย. 60 | 03:29 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มิ.ย. 60 | 10:33 น.
“ KTBST มองหุ้นปรับตัวลงจากแรงขายช่วงสั้นเมื่อดัชนีเข้าใกล้ 1,590 จุด และปัจจัยต่างประเทศเรื่องการลด QE ของธนาคารกลางยุโรปที่เข้ามากดดัน ควรเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

KTBST Logo (8)-1 นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยวันนี้ (28 มิ.ย.) การกล่าวสุนทรพจน์ของ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กรุงลอนดอน เมื่อคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาในประเทศไทย) แทบไม่ได้มีผลต่อตลาด เนื่องจากเป็นการแสดงความเห็นต่อธุรกิจในภาคธนาคารมากกว่า ซึ่งผิดไปจากที่ตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ต้องรอดูสัญญาณเรื่องดอกเบี้ยและ QE จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านอื่นๆ

ขณะที่ฝั่งของธนาคารกลางยุโรป ได้มีการส่งสัญญาณในการปรับขึ้นดอกเบี้ย หรือลด QE ลง บ่งชี้ว่าธนาคารอื่นๆ น่าจะเริ่มเตรียมการปรับนโยบายการเงินตามสหรัฐฯ ดังนั้น เงื่อนไขเวลาว่า Fed จะเริ่มทยอยลด QE (ลดขนาดสินทรัพย์) ลงเมื่อใด จึงเป็นตัวแปรที่ตลาดกำลังเฝ้าดู เพราะจะมีผลตลาดและการเคลื่อนย้ายเงินทุน

ด้านราคาน้ำมันดิบ WTI คืนที่ผ่านมา ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 44.2 เหรียญ หลังคาดการณ์ว่า stock น้ำมันดิบของสหรัฐฯจะปรับตัวลดลง เราประเมินว่าราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้น ยังเป็นเพียง Technical rebound โอกาสผ่าน 45 เหรียญขึ้นไปยังยาก แต่ถึงกระนั้น ราคาที่ดีดตัวขึ้นมา ช่วยลดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มนี้ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลที่มีต่อกำไร/ขาดทุน stock น้ำมันดิบ ในงวด 2Q-17 คำนวณล่าสุดราคาน้ำมันดิบงวดนี้จะต่ำกว่างวด 1Q-17 อยู่ประมาณ 2-2.5 เหรียญ/บาร์เรล

ทั้งนี้ประเมินปัจจัยต่างประเทศ สัญญาณการปรับลด QE ของสหรัฐฯยังไม่ชัด แต่ประเทศอื่นๆเริ่มที่จะทำตาม ซึ่งมีผลต่อ Fund Flow ที่จะหยุดเพื่อดูว่าการปรับลด QE จะเริ่มเมื่อใดและมีผลต่อตลาดมากขนาดไหน เราประเมินเบื้องต้นว่าเป็นลบไว้ก่อน เพียงแต่ไม่ชัดว่าจะส่งลบมากขนาดไหน การพิจารณากฎหมายสุขภาพของสหรัฐฯไปเป็นหลัง 4 ก.ค. อาจสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายที่จะมีการแก้ไขอาจไม่ง่ายนัก ซึ่งดูแล้วเป็นลบอีกเช่นกัน ดังนั้น จึงมีเพียงตัวแปรน้ำมันดิบที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ที่เป็นบวก ตัวหลักๆของตลาด

ส่วนปัจจัยในประเทศ การประชุม ครม.วานนี้ ไม่ได้มีวาระที่มีผลต่อตลาดตามที่คาด ด้านรายงานของ Trafficking in Persons (TIP) Report) เมื่อวานนี้ สหรัฐยังคงจัดอันดับให้ไทยอยู่ในระดับ "เทียร์ 2 ที่ต้องจับตามอง" ซึ่งเป็นอันดับเดิมสองปีติดต่อกัน เรามองว่าไม่ได้เป็นบวก แต่ก็ไม่ได้เป็นลบเพิ่มขึ้น ดูได้จากตัวเลขอาหารแช่แข็งส่งออกของไทยนั้นขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และผู้ผลิต (TU) เองก็มีนโยบายต่อต้านในเรื่องค้ามนุษย์อยู่แล้ว และวันนี้ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน จะประกาศชื่อผู้รับคัดเลือก โครงการลาร์สหกรณ์และราชการ รอบที่สอง อย่างเป็นทางการวันนี้ ปัจจัยในประเทศ วันนี้ ไม่ได้มีน้ำหนักหรือชี้ทิศทางตลาดมากนัก

"ทิศทางตลาดประเมินดัชนีฯ มีโอกาสอ่อนตัวลง จากความกังวลในเรื่องของการลด QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯและที่อื่นๆ ที่เพิ่มระดับขึ้น นอกจากนี้ การที่ดัชนีฯ เริ่มเข้าใกล้จุดสูงสุดเดิม คือตั้งแต่ 1,590 จุด เป็นต้นไป และไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจนต่อตลาด อาจทำให้มีการทยอยขายทำกำไรช่วงสั้น และจากตัวแปรต่างประเทศที่เริ่มเข้ามาถ่วงตลาด ทำให้การลงทุนในวันนี้คงต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น กล่าวคือ ควรรอขายเมื่อดัชนีฯ เคลื่อนตัวขึ้นเหนือ 1,590 จุดเป็นต้นไป หรือดัชนีฯมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลง การเข้าลงทุนหรือซื้อหุ้น ยังต้องเป็น “selective buy” ควรให้ความสนใจกับ หุ้นอิงรายได้จากการลงทุนภาครัฐฯ หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หรือหุ้นที่คาดว่างบการเงินจะออกมาดี สำหรับหุ้นที่เราคาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ อาทิ SCC , PTTGC , BJC , PYLON "นายมงคล กล่าว
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market