
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่พึ่งของคนไทยและเศรษฐกิจไทย
การเข้ารับตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ของ 'เกษรา มัญชุศรี' เมื่อ 3 ปีที่แล้ว และกำลังจะครบวาระในอีก 1 ปีข้างหน้า เป็นเส้นทางการทำงานที่เต็มไปด้วยความสนุก และความท้าทาย เพราะเป้าหมายที่ผู้นำคนนี้ตั้งไว้ คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเป็นประโยชน์ต่อคนทุกภาคส่วน และเป็นที่พึ่งของคนไทยและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย
ผู้นำตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกว่า ปีที่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งวิสัยทัศน์ว่า "เราจะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน"
"เกษรา" เล่าว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่แค่ทำเรื่องซื้อขายหุ้น ไอพีโอ หรือการขยายตลาดนักลงทุน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทีมงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องออกวิ่งไปสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการ อธิบายว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นอย่างไร ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง และต้องปรับปรุงองค์กรอย่างไร
"เราเดินทางมา 3 ปี เยี่ยมชมกิจการทั้งในและต่างประเทศ เราต้องนำเสนอว่า ทำงานกับเราแล้วจะได้อะไร ต้องคุยกับนักบัญชี เอฟเอ คนรอบข้าง สมาคมต่างๆ เป็นงานปูพื้นฐาน'สพอไะเเพื่ออนาคต สิ่งที่เราทำวันนี้ เป็นการปูพื้นฐาน บางบริษัท 3 ปี บางบริษัท 10 ปี กว่าเขาจะมาจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าเข้ามาเปิดแอคเค้าท์ใหม่กับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มประมาณ 45% แต่ทั้งหมดนั่นคือ 1.4 ล้านบัญชี ซึ่งห่างจากจำนวนคนไทยวัยทำงานที่มีถึง 40 ล้านคนอีกมาก
เพราะฉะนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงจำเป็นต้องเดินสายให้ความรู้ผู้ประกอบการ และยังทำกิจกรรมให้ความรู้ด้านการเงินและตลาดทุนกับเยาวชน ซึ่งทำไปแล้ว 4-5 พันโรงเรียน และยังให้ความรู้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีปี 3-4 เพื่อสร้างและกระตุ้นให้เยาวชนเหล่านี้รู้จักการออม การบริหารจัดการเงิน รวมไปถึงสร้างบุคลากรสำหรับธุรกิจตลาดทุนในอนาคต
นั่นคือแผนงานที่ ผู้นำตลาดหลักทรัพย์ฯ คนนี้ผลักดันและทำมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนอนาคตเธอเริ่มวางแพลทฟอร์มใหม่เพิ่มเติม เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ พร้อมทั้งโปรโมทแคมเปญ Invest Now ลงทุนที่ไหนก็ได้ โดยใช้ดิจิตอลเข้ามาช่วยทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้น
"เกษรา" เปรียบเทียบว่า 3 ปีที่แล้วเป็นการจัดบ้านไปเรื่อย ส่วนปีนี้เริ่มขยายใหม่ 2 ฝั่ง คือ ฝั่งผู้ประกอบการ ที่ไม่หยุดอยู่แค่ไอพีโอ และฝั่งนักลงทุน ที่ขยายจากเด็ก เยาวชน มาสู่ผู้ใหญ่ ส่วนของเยาวชนถือว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำมานาน มีความชำนาญพอควร
ส่วนของผู้ใหญ่ที่เพิ่งต้นในปีนี้ คนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังต้องเรียนรู้ จึงต้องอาศัยพาร์ทเนอร์อื่นๆ ที่มีความรู้ความชำนาญ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นการเติมความรู้ตัวเองเรื่องแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ก่อนจะวิ่งไปหาธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และอื่นๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการตั้งกองทุนเอสเอ็มอี และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังช่วยเป็นพี่เลี้ยงผู้ประกอบการที่ต้องการทำธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมไปด้วย หรือที่เรียกว่า Social Enterprise(SE) และยังมี Social Impact Platform ให้ผู้ประกอบการได้เข้ามาศึกษา
อีกสิ่งหนึ่งที่ "เกษรา" ต้องการเห็น นอกจากการทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่พึ่งของคนไทยและเศรษฐกิจไทยแล้ว ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
"พี่อยากเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ เติบโตอย่างยั่งยืน มันจะอยู่ได้ 100 อย่างไร จากปีที่ 43 การที่เราจะอยู่ได้ ก็ต้องเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป เป็นประโยชน์ต้องทำอะไร ไอ้ที่เราทำดีอยู่แล้วก็ทำไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย ส่วนจะใส่อะไรให้มันแน่นขึ้น ก็ใส่ไป ปีที่ 4 ที่เริ่มจากปลายปีนี้ เราก็จะมีแพลทฟอร์มใหม่ จาก ไตรมาส 3 เพิ่งเกิด เราจะทำให้เกิดแล้วดี ขยายแพลทฟอร์มใหม่ ให้ยั่งยืนขึ้น"
ผู้นำหญิงคนนี้บอกว่า การจะเริ่มต้นทำงานอะไร ก็ต้องตั้งต้นให้ถูก ถ้าตั้งต้นผิดแล้วจะแก้ยาก เพราะฉะนั้น ในช่วงเริ่มต้นงานใหม่ เธอจึงจ่ำจี้จำไชกับทีมงานเป็นพิเศษ แต่เมื่อทีมงานทำได้แล้ว เธอก็จะปล่อยให้ทำกันไป ส่วนอนาคตเมื่อครบวาระ 4 ปี จะเป็นอย่างไรต่อไป เธอยังไม่ได้คิด เพราะตอนนี้ยังสนุกและยุ่งอยู่กับงานปัจจุบัน จนไม่มีเวลาให้คิดถึงเรื่องอื่น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,274
วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
ผู้นำตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกว่า ปีที่แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งวิสัยทัศน์ว่า "เราจะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน"
"เราเดินทางมา 3 ปี เยี่ยมชมกิจการทั้งในและต่างประเทศ เราต้องนำเสนอว่า ทำงานกับเราแล้วจะได้อะไร ต้องคุยกับนักบัญชี เอฟเอ คนรอบข้าง สมาคมต่างๆ เป็นงานปูพื้นฐาน'สพอไะเเพื่ออนาคต สิ่งที่เราทำวันนี้ เป็นการปูพื้นฐาน บางบริษัท 3 ปี บางบริษัท 10 ปี กว่าเขาจะมาจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้
ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าเข้ามาเปิดแอคเค้าท์ใหม่กับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มประมาณ 45% แต่ทั้งหมดนั่นคือ 1.4 ล้านบัญชี ซึ่งห่างจากจำนวนคนไทยวัยทำงานที่มีถึง 40 ล้านคนอีกมาก
เพราะฉะนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงจำเป็นต้องเดินสายให้ความรู้ผู้ประกอบการ และยังทำกิจกรรมให้ความรู้ด้านการเงินและตลาดทุนกับเยาวชน ซึ่งทำไปแล้ว 4-5 พันโรงเรียน และยังให้ความรู้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีปี 3-4 เพื่อสร้างและกระตุ้นให้เยาวชนเหล่านี้รู้จักการออม การบริหารจัดการเงิน รวมไปถึงสร้างบุคลากรสำหรับธุรกิจตลาดทุนในอนาคต
นั่นคือแผนงานที่ ผู้นำตลาดหลักทรัพย์ฯ คนนี้ผลักดันและทำมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนอนาคตเธอเริ่มวางแพลทฟอร์มใหม่เพิ่มเติม เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ พร้อมทั้งโปรโมทแคมเปญ Invest Now ลงทุนที่ไหนก็ได้ โดยใช้ดิจิตอลเข้ามาช่วยทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้น
ส่วนของผู้ใหญ่ที่เพิ่งต้นในปีนี้ คนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังต้องเรียนรู้ จึงต้องอาศัยพาร์ทเนอร์อื่นๆ ที่มีความรู้ความชำนาญ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นการเติมความรู้ตัวเองเรื่องแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ก่อนจะวิ่งไปหาธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และอื่นๆ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการตั้งกองทุนเอสเอ็มอี และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังช่วยเป็นพี่เลี้ยงผู้ประกอบการที่ต้องการทำธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมไปด้วย หรือที่เรียกว่า Social Enterprise(SE) และยังมี Social Impact Platform ให้ผู้ประกอบการได้เข้ามาศึกษา
อีกสิ่งหนึ่งที่ "เกษรา" ต้องการเห็น นอกจากการทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่พึ่งของคนไทยและเศรษฐกิจไทยแล้ว ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน
"พี่อยากเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ เติบโตอย่างยั่งยืน มันจะอยู่ได้ 100 อย่างไร จากปีที่ 43 การที่เราจะอยู่ได้ ก็ต้องเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไป เป็นประโยชน์ต้องทำอะไร ไอ้ที่เราทำดีอยู่แล้วก็ทำไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย ส่วนจะใส่อะไรให้มันแน่นขึ้น ก็ใส่ไป ปีที่ 4 ที่เริ่มจากปลายปีนี้ เราก็จะมีแพลทฟอร์มใหม่ จาก ไตรมาส 3 เพิ่งเกิด เราจะทำให้เกิดแล้วดี ขยายแพลทฟอร์มใหม่ ให้ยั่งยืนขึ้น"
ผู้นำหญิงคนนี้บอกว่า การจะเริ่มต้นทำงานอะไร ก็ต้องตั้งต้นให้ถูก ถ้าตั้งต้นผิดแล้วจะแก้ยาก เพราะฉะนั้น ในช่วงเริ่มต้นงานใหม่ เธอจึงจ่ำจี้จำไชกับทีมงานเป็นพิเศษ แต่เมื่อทีมงานทำได้แล้ว เธอก็จะปล่อยให้ทำกันไป ส่วนอนาคตเมื่อครบวาระ 4 ปี จะเป็นอย่างไรต่อไป เธอยังไม่ได้คิด เพราะตอนนี้ยังสนุกและยุ่งอยู่กับงานปัจจุบัน จนไม่มีเวลาให้คิดถึงเรื่องอื่น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,274
วันที่ 29 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2560






