thansettakij
thansettakij
เอกชนหนีไปลงทุนตปท. เงินบาทแข็งช่วยลดต้นทุน-ธุรกิจสดใสกว่าเมืองไทย

เอกชนหนีไปลงทุนตปท. เงินบาทแข็งช่วยลดต้นทุน-ธุรกิจสดใสกว่าเมืองไทย

27 มิ.ย. 60 | 03:30 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มิ.ย. 60 | 10:13 น.
ธุรกิจไทยขนเงินออกไปทุ่มลงทุนและซื้อกิจการต่างประเทศ กว่า 4 แสนล้านบาทในปี 2559 เศรษฐกิจไทยเติบโตน้อย กำลังซื้อและการลงทุนลดลง ผู้ประกอบการเผยข้อดีแบงก์ต่างประเทศปล่อยเงินกู้ 70-80% แถมดอกเบี้ยตํ่า

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า สำนักงานการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรือ อังค์ถัด พบว่า ภาคเอกชนไทยไปลงทุนในต่างประเทศในปี 2559 ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ที่ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นประมาณ 4.4 แสนล้านบาท ซึ่งสวนทางประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ หรือ อินโดนีเซีย ที่ลดการลงทุนในต่างประเทศลงอย่างมาก

ส่วนในปีนี้ เอกชนก็เข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5.1 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าในช่วง 5 ปีอย่างชัดเจน

บลูมเบิร์ก รายงานว่าในช่วง 3 ปี หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตามหลัง เพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมาก การบริโภครวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนลดลง ทำให้บริษัทหนีไปลงทุนในต่างประเทศกันมากขึ้น ยกตัวอย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทยฯ(SCC) ได้ไปลงทุนในต่างประเทศสูงถึง 2,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วงระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน เช่นการซื้อหุ้นทั้งหมดของ Vietnam Construction Materials JSC (VCM)ประเทศเวียดนามมูลค่ากิจการ 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 15,400 ล้านบาท

นอกจากนั้น บริษัท บีซีพีจีฯ (BCPG) ก็ประกาศแผนที่จะเข้าซื้อหุ้นในบริษัท สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่ กรุ๊ป โฮลดิ้ง ในสิงคโปร์ เป็นมูลค่าสูงถึง 358 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประมาณ 12,341 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับการเข้าซื้อกิจการ และลงทุนในต่างประเทศส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคการเงิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ รวมถึงผู้ผลิตอาหาร และเครื่องดื่ม ธุรกิจค้าส่ง โดยจุดหมายการลงทุนสำคัญส่วนใหญ่จะอยู่ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

บลูมเบิร์ก รายงานว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนไทยหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นนั้นอาจจะมาจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งแข็งมากกว่าทุกประเทศในอาเซียน โดยรายงานได้อ้าง บริษัท บางจาก ปิโตรเลียมฯ บริษัทแม่ของ BCPG ยํ้าว่า การแข็งค่าของเงินบาทนั้นเปิดโอกาสการลงทุนในต่างประเทศด้วยต้นทุนที่ลดลง แต่รายได้จากต่างประเทศก็จะลดลงเช่นกันเมื่อแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินบาท

MP17-3273-A ในปี 2556 บริษัทปูนซิเมนต์ไทยฯยังคงเดินหน้าออกไปลงทุนและซื้อกิจการในต่างประเทศ นอกจากซื้อหุ้น VCM ผู้ประกอบธุรกิจปูนซีเมนต์ครบวงจรในภาคกลางของประเทศเวียดนาม แล้ว บริษัทยังเข้าซื้อกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษในประเทศอินโดนีเซีย มูลค่ากิจการ ประมาณ 382 ล้านบาท และล่าสุด SCC ร่วมลงทุนให้บริการโลจิสติกส์ในอินโดนีเซีย

ผู้บริหาร บริษัทจดทะเบียน(บจ.) กล่าวว่า ปัจจัยที่สนับสนุนให้ออกไปเมืองนอก ส่วนหนึ่งเกิดจากธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศให้การสนับสนุนเต็มที่ บางประเทศให้สินเชื่อสูงถึง 70-80% ของโครงการลงทุน โดยใช้ส่วนของทุนตํ่ามาก นอกจากนั้นอัตราดอกเบี้ย ก็ตํ่า เพียง 1-2% เท่านั้น ขณะที่โอกาสทางธุรกิจสูงกว่าการลงทุนในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารบจ. กล่าวว่า การขอสินเชื่อในต่างประเทศ ยกตัวอย่างที่ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้รับการอนุมัติง่ายๆ ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องหันมาใช้สินเชื่อจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยแทน (เอ็กซิมแบงก์)
ขณะเดียวกัน การลงทุนในประเทศ เอกชนต้องหาพันธมิตรต่างประเทศมาร่วมลงทุนด้วย โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือANAN ดึงกลุ่มมิตซุยมาลงทุนหลายโครงการ

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market