
ร่วมด้วยช่วย‘ทาพาโก้’โตยั่งยืน ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ
ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการ บริษัท ทาพาโก้ โมลด์ฯ (TAPACO MOLD ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นและกรรมการ บริษัท ทาพาโก้ฯ-TAPAC) ที่มองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่กำลังออกไปเติบโตในประเทศสวีเดน
ก่อนที่ณัฏฐ์พงษ์ จะเข้าลงทุนใน TAPAC อย่างจริงจังในช่วงปลายปี 2558 เขาได้เรียนรู้การลงทุนจากตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2537 หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรีหมาดๆ ยุคที่การใช้สินเชื่อเพื่อการซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน) กับการเฟื่องฟูของตลาดหุ้นก่อนเกิดวิกฤติลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 การลงทุนเก็งกำไรยุคนั้น เงินเดือนจากการทำงานในตำแหน่งท็อปเซลส์ขายอาหารสัตว์ ที่นำมาลงทุน ยังน้อยกว่าเงินลงทุน ส่วนผลตอบแทนแน่นอนว่าการปิด 56 ไฟแนนซ์ ทำให้เขาบาดเจ็บออกจากตลาดหุ้น และใช้เวลา 5-6 ปี รักษาบาดแผล ภาระหนี้ที่มีติดตัวมา 1 ก้อน และมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตา เป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งช่วงที่มีภาระหนี้ เงินเดือนไม่พอจ่ายดอกเบี้ย รายได้เสริมก็มาจากการขายตรง
[caption id="attachment_168971" align="aligncenter" width="503"]
ณัฏฐ์พงษ์ ปัญจวรญาณ ประธานกรรมการ บริษัท ทาพาโก้ โมลด์ฯ[/caption]
หลังจากเดินหันหลังให้ตลาดหุ้น การทำงานประจำ มีรายได้เสริมจากการขายตรง เริ่มรู้สึกว่าเบียดบังเวลาประจำ ประกอบกับที่บ้านมีฟาร์มหมู และความรู้ด้านสัตวศาสตร์ จึงกลับมาใช้ความรู้ด้านสัตวศาสตร์ ทำธุรกิจเล็กๆ ผลิตและขายอาหารหมู กระทั่งถูกชักชวนเข้าร่วมงานในบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง ที่เร่งขยายสาขาห้องค้า ถูกจีบให้ร่วมงานอยู่ร่วมปี จึงตัดสินใจทิ้งรายได้หลักแสน มารับเงินเดือนที่ลดลงจากเดิมถึง 3 เท่า แต่ก็เท่ากับเป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางชีวิตพลิกผันสู่การเป็นนักลงทุนวีไอ
ณัฏฐ์พงษ์ เล่าต่อว่า นอกจากปริญญาตรีสัตวศาสตร์จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ช่วงเรียนปี 2 ไปเรียนบริหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหงควบคู่ด้วย ทำให้มีความรู้ด้านเศรษฐ ศาสตร์ และช่วงว่างที่ไม่ได้เข้าตลาดหุ้น มีเวลาว่างจึงไปศึกษาต่อปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วย
จากจุดเริ่มในตำแหน่งผู้จัดการห้องค้าสาขาอุบลราชธานี ช่วยสะสมและเพิ่มพูนประสบการณ์จากตลาดหุ้นมากขึ้น 3 ปี ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จากอุบล เข้าสู่การดูแลสาขาอุดรธานี เขาเริ่มเรียนรู้เทคนิคการบริหารลูกค้าถือเป็นสาขาที่ทำรายได้ดีอันดับต้น ๆ ของบริษัท จึงได้รับมอบหมายให้ดูสาขาอื่นและขยับขยายเข้ามาดูสาขาในกรุงเทพฯ
เมื่องานดูแลสาขาห้องค้าอยู่ตัว สร้างผลตอบแทนที่ดีให้บริษัทและลูกค้า ไม่ได้ฟลุกหรือโชคชะตาพาไป หาก ณัฏฐ์พงษ์ ไม่มีหลักกระบวนการคิด หรือยุทธศาสตร์ในการบริหารงาน
การแนะนำการลงทุน สร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้า ญาติพี่น้องและคนใกล้ตัว กระบวนการคิดที่ชอบเก็บสถิติ ช่างสังเกต ซึ่งจากการเก็บสถิติพบว่า หุ้น 40-50 ตัว ที่แนะนำลูกค้าในแต่ละปี ราคาขึ้นเกิน 100% แต่กลับพบว่า ลูกค้า คนใกล้ตัว ไม่สามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ โดยพบสาเหตุจากการเล่นไม่สุดไม้ ขายระหว่างทาง
“ผมคิดเล่นๆ แต่ทำจริง จึงมาหารือกับลูกค้า เปลี่ยนกลยุทธ์คำแนะนำลูกค้า ญาติพี่น้อง ตั้งยุทธศาสตร์ตั้งแต่นั้นมาว่า ถ้าลงทุนแล้วผลตอบแทนต้องเกิน 1 เท่า เล่นให้สุดไม้ ปีละ 4-5 ตัว หรือ 2 เดือน หาหุ้นดีๆ ลงทุนให้ได้ 1 ตัว ซื้อตัวแรกตั้งเป้าราคาได้ตามเป้าหมายขาย จากนั้นนำเงินและกำไรไปลงทุนตัวต่อไป ทบไปเรื่อยๆ ถึงตัวที่ 4-5 หากทำได้ตามยุทธศาสตร์นี้ จะเห็นพอร์ตลงทุนโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการเลือกหุ้นที่เข้ากับยุทธศาสตร์ต้องดูบริหารเก่ง มีธรรมาภิบาล และธุรกิจอยู่ในเทรนด์ที่ดี”
จากยุทธศาสตร์การลงทุน สู่การบริหารใน TAPAC ณัฏฐ์พงษ์ บอกว่า เขาและสุรชัย สุวรรณธนะกุล ประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มีเป้าหมายชัดเจนในการทำธุรกิจมองหาโอกาสและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจเดิม การทำแม่พิมพ์พลาสติก การฉีดพลาสติกชิ้นส่วนรถ ยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะการทำแม่พิมพ์ (MOLD) ที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสวีเดน ซึ่งประธาน บริษัทมีประสบการณ์สร้างหมู่บ้านสแกนดิเนเวีย ในจังหวัดระยองร่วม 20 ปี ก่อนจะหัดไปลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสวีเดน ในช่วง 10 ปีก่อน
การพบกันของสุรชัยและณัฏฐ์พงษ์ ที่การลงทุนในหุ้น TAPAC ทำให้เขาทั้ง 2 มาเจอกัน ด้วยมุมมองและความคิดเดียวกัน เป็นพันธมิตรคู่คิดการลงทุนที่ต้องการเปลี่ยน แปลงให้บริษัทแห่งนี้ เป็น 1 ในบริษัทที่ยั่งยืนผลตอบแทนกับผู้ถือหุ้นสมํ่าเสมอ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560
ก่อนที่ณัฏฐ์พงษ์ จะเข้าลงทุนใน TAPAC อย่างจริงจังในช่วงปลายปี 2558 เขาได้เรียนรู้การลงทุนจากตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2537 หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรีหมาดๆ ยุคที่การใช้สินเชื่อเพื่อการซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จินโลน) กับการเฟื่องฟูของตลาดหุ้นก่อนเกิดวิกฤติลอยตัวค่าเงินบาทในปี 2540 การลงทุนเก็งกำไรยุคนั้น เงินเดือนจากการทำงานในตำแหน่งท็อปเซลส์ขายอาหารสัตว์ ที่นำมาลงทุน ยังน้อยกว่าเงินลงทุน ส่วนผลตอบแทนแน่นอนว่าการปิด 56 ไฟแนนซ์ ทำให้เขาบาดเจ็บออกจากตลาดหุ้น และใช้เวลา 5-6 ปี รักษาบาดแผล ภาระหนี้ที่มีติดตัวมา 1 ก้อน และมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตา เป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งช่วงที่มีภาระหนี้ เงินเดือนไม่พอจ่ายดอกเบี้ย รายได้เสริมก็มาจากการขายตรง
[caption id="attachment_168971" align="aligncenter" width="503"]
หลังจากเดินหันหลังให้ตลาดหุ้น การทำงานประจำ มีรายได้เสริมจากการขายตรง เริ่มรู้สึกว่าเบียดบังเวลาประจำ ประกอบกับที่บ้านมีฟาร์มหมู และความรู้ด้านสัตวศาสตร์ จึงกลับมาใช้ความรู้ด้านสัตวศาสตร์ ทำธุรกิจเล็กๆ ผลิตและขายอาหารหมู กระทั่งถูกชักชวนเข้าร่วมงานในบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง ที่เร่งขยายสาขาห้องค้า ถูกจีบให้ร่วมงานอยู่ร่วมปี จึงตัดสินใจทิ้งรายได้หลักแสน มารับเงินเดือนที่ลดลงจากเดิมถึง 3 เท่า แต่ก็เท่ากับเป็นจุดเปลี่ยนเส้นทางชีวิตพลิกผันสู่การเป็นนักลงทุนวีไอ
ณัฏฐ์พงษ์ เล่าต่อว่า นอกจากปริญญาตรีสัตวศาสตร์จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ช่วงเรียนปี 2 ไปเรียนบริหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหงควบคู่ด้วย ทำให้มีความรู้ด้านเศรษฐ ศาสตร์ และช่วงว่างที่ไม่ได้เข้าตลาดหุ้น มีเวลาว่างจึงไปศึกษาต่อปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วย
จากจุดเริ่มในตำแหน่งผู้จัดการห้องค้าสาขาอุบลราชธานี ช่วยสะสมและเพิ่มพูนประสบการณ์จากตลาดหุ้นมากขึ้น 3 ปี ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จากอุบล เข้าสู่การดูแลสาขาอุดรธานี เขาเริ่มเรียนรู้เทคนิคการบริหารลูกค้าถือเป็นสาขาที่ทำรายได้ดีอันดับต้น ๆ ของบริษัท จึงได้รับมอบหมายให้ดูสาขาอื่นและขยับขยายเข้ามาดูสาขาในกรุงเทพฯ
เมื่องานดูแลสาขาห้องค้าอยู่ตัว สร้างผลตอบแทนที่ดีให้บริษัทและลูกค้า ไม่ได้ฟลุกหรือโชคชะตาพาไป หาก ณัฏฐ์พงษ์ ไม่มีหลักกระบวนการคิด หรือยุทธศาสตร์ในการบริหารงาน
การแนะนำการลงทุน สร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้า ญาติพี่น้องและคนใกล้ตัว กระบวนการคิดที่ชอบเก็บสถิติ ช่างสังเกต ซึ่งจากการเก็บสถิติพบว่า หุ้น 40-50 ตัว ที่แนะนำลูกค้าในแต่ละปี ราคาขึ้นเกิน 100% แต่กลับพบว่า ลูกค้า คนใกล้ตัว ไม่สามารถทำกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ โดยพบสาเหตุจากการเล่นไม่สุดไม้ ขายระหว่างทาง
“ผมคิดเล่นๆ แต่ทำจริง จึงมาหารือกับลูกค้า เปลี่ยนกลยุทธ์คำแนะนำลูกค้า ญาติพี่น้อง ตั้งยุทธศาสตร์ตั้งแต่นั้นมาว่า ถ้าลงทุนแล้วผลตอบแทนต้องเกิน 1 เท่า เล่นให้สุดไม้ ปีละ 4-5 ตัว หรือ 2 เดือน หาหุ้นดีๆ ลงทุนให้ได้ 1 ตัว ซื้อตัวแรกตั้งเป้าราคาได้ตามเป้าหมายขาย จากนั้นนำเงินและกำไรไปลงทุนตัวต่อไป ทบไปเรื่อยๆ ถึงตัวที่ 4-5 หากทำได้ตามยุทธศาสตร์นี้ จะเห็นพอร์ตลงทุนโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการเลือกหุ้นที่เข้ากับยุทธศาสตร์ต้องดูบริหารเก่ง มีธรรมาภิบาล และธุรกิจอยู่ในเทรนด์ที่ดี”
จากยุทธศาสตร์การลงทุน สู่การบริหารใน TAPAC ณัฏฐ์พงษ์ บอกว่า เขาและสุรชัย สุวรรณธนะกุล ประธานกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มีเป้าหมายชัดเจนในการทำธุรกิจมองหาโอกาสและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจเดิม การทำแม่พิมพ์พลาสติก การฉีดพลาสติกชิ้นส่วนรถ ยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะการทำแม่พิมพ์ (MOLD) ที่มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสวีเดน ซึ่งประธาน บริษัทมีประสบการณ์สร้างหมู่บ้านสแกนดิเนเวีย ในจังหวัดระยองร่วม 20 ปี ก่อนจะหัดไปลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสวีเดน ในช่วง 10 ปีก่อน
การพบกันของสุรชัยและณัฏฐ์พงษ์ ที่การลงทุนในหุ้น TAPAC ทำให้เขาทั้ง 2 มาเจอกัน ด้วยมุมมองและความคิดเดียวกัน เป็นพันธมิตรคู่คิดการลงทุนที่ต้องการเปลี่ยน แปลงให้บริษัทแห่งนี้ เป็น 1 ในบริษัทที่ยั่งยืนผลตอบแทนกับผู้ถือหุ้นสมํ่าเสมอ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,273 วันที่ 25 - 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560






