
ยันผลขาดทุนไม่กระทบการทำงานธปท.
แบงก์ชาติยันผลขาดทุนเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่กระทบภารกิจธนาคารกลาง ดูแลเสถียรภาพศก.ให้มั่นคง-ใช่มุ่งกำไรเช่นบริษัท ย้ำปัจจุบันเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเพียงพอต่อการรักษาเสถียรภาพด้านต่างประเทศและเศรษฐกิจไทย
+ตามที่มีการเผยแพร่งบการดำเนินงานประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประจำปี 2559 มีรายได้ 78,163ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 158,970ล้านบาท ส่งผลให้มีขาดทุนสุทธิ 80,807ล้านบาท ขาดทุนเบ็ดเสร็จ 139,533ล้านบาท และขาดทุนสะสมเพิ่มเป็น 7.25 แสนล้านบาท โดยมีสินทรัพย์ 4,218,190ล้านบาท และหนี้สินรวม 4,963,953 ล้านล้านบาทนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2560 ธปท.รายงานรายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจตัวเลขผลดำเนินงานดังกล่าวว่า เนื่องจากกว่า 80%ของสินทรัพย์ธปท.อยู่ในรูปของเงินสำรองระหว่างประเทศ ผลการตีราคาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลการดำเนินงาบางปีกำไร บางปีขาดทุน(ดูตารางที่ 1.ประกอบ)
ตัวอย่าง เช่น สิ้นปี2559 ที่มีเงินสำรอง 1.7แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หากค่าเงินเปลี่ยนแปลงเพียง 1บาทจะปรากฏกำไรหรือขาดทุนทางบัญชี 1.7แสนล้านบาท ผลจากทุนจากการตีราคา เป็นตัวเลขขาดทุนทางบัญชีเพราะในความเป็นจริง เงินสำรองยังคงอยู่ไม่ได้สูญหายไป และปัจจุบันอยู่ในระดับสูงเพียงพอต่อการดูแลเสถียรภาพด้านต่างประเทศและเศรษฐกิจไทย(ดูรูป 2.)
อย่างไรก็ตาม จากการที่ธปท.ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลสภาพคล่องในระบบให้เหมาะสมไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้มีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายในขณะที่มีรายรับจากการนำเงินสำรองไปลงทุนที่อาจได้ผลตอบแทนน้อยกว่า เพราะอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนต่างดอกเบี้ยรับ-จ่ายทยอยลดลงต่อเนื่อง(ดูรูป 3.)
ต่อประเด็นการขาดทุนมีผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ และธนาคารกลางอื่นเผชิญปัญหาคล้ายกันหรือไม่? เอกสารของธปท.ระบุว่า ไม่กระทบ เนื่องจาก 1. ภารกิจธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจให้มั่นคง ไม่ใช่มุ่งหากำไรเหมือนบริษัททั่วไป 2.ประสบการณ์ธนาคารกลางในหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ สวิสเซอร์แลนต์ ออสเตรเลีย อิสราเอล โปแลนด์ เปรู ชิลี รวมถึงไทย และงานศึกษาทางวิชาการหลายชิ้น ชี้ว่า การขาดทุนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง หากยังสามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและโปร่งใส
+ตามที่มีการเผยแพร่งบการดำเนินงานประจำปีของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประจำปี 2559 มีรายได้ 78,163ล้านบาท ค่าใช้จ่าย 158,970ล้านบาท ส่งผลให้มีขาดทุนสุทธิ 80,807ล้านบาท ขาดทุนเบ็ดเสร็จ 139,533ล้านบาท และขาดทุนสะสมเพิ่มเป็น 7.25 แสนล้านบาท โดยมีสินทรัพย์ 4,218,190ล้านบาท และหนี้สินรวม 4,963,953 ล้านล้านบาทนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2560 ธปท.รายงานรายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจตัวเลขผลดำเนินงานดังกล่าวว่า เนื่องจากกว่า 80%ของสินทรัพย์ธปท.อยู่ในรูปของเงินสำรองระหว่างประเทศ ผลการตีราคาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลการดำเนินงาบางปีกำไร บางปีขาดทุน(ดูตารางที่ 1.ประกอบ)
อย่างไรก็ตาม จากการที่ธปท.ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลสภาพคล่องในระบบให้เหมาะสมไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้มีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายในขณะที่มีรายรับจากการนำเงินสำรองไปลงทุนที่อาจได้ผลตอบแทนน้อยกว่า เพราะอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนต่างดอกเบี้ยรับ-จ่ายทยอยลดลงต่อเนื่อง(ดูรูป 3.)
ต่อประเด็นการขาดทุนมีผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ และธนาคารกลางอื่นเผชิญปัญหาคล้ายกันหรือไม่? เอกสารของธปท.ระบุว่า ไม่กระทบ เนื่องจาก 1. ภารกิจธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจให้มั่นคง ไม่ใช่มุ่งหากำไรเหมือนบริษัททั่วไป 2.ประสบการณ์ธนาคารกลางในหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ สวิสเซอร์แลนต์ ออสเตรเลีย อิสราเอล โปแลนด์ เปรู ชิลี รวมถึงไทย และงานศึกษาทางวิชาการหลายชิ้น ชี้ว่า การขาดทุนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง หากยังสามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงินและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและโปร่งใส






