
เศรษฐกิจเผชิญเสี่ยงเพิ่มจากต่างประเทศ
กนง.ห่วงลงทุนเอกชนหดต่อเนื่อง-ชูดอกเบี้ยต่ำยังจำเป็น ขณะที่บอร์ดจับตาใกล้ชิดคุณภาพสินเชื่อด้อยลงต่อเนื่องทั้งMigration Rateไปสู่ระดับที่ด้อยลงของเอสเอ็มออีที่ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นแม้เงินสำรองอยู่ในระดับสูงพร้อมรับมือ
วันที่ 7มิถุนายน 2560สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) (ครั้งที่ 3/2560 เมื่อ 24 พ.ค.) ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% เพื่อให้นโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่มีนัยต่อการดำเนินนโยบายในการประชุม(24พ.ค.60) คณะกรรมการฯ ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้นตามการส่งออกเป็นหลัก แต่ยังกระจุกตัวในบางภาคส่วนและต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยกรรมการบางส่วนกังวลต่อการลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่อง โดยตั้งข้อสังเกตุกลุ่มส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่พอสมควรต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนจะเริ่มลงทุนใหม่ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำจึงยังมีความจำเป็น
ด้านคุณภาพสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ด้อยลงต่อเนื่อง สะท้อนจากสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่ออุปโภคบริโภคด้านที่อยู่อาศัยรวมทั้งอัตราการเปลี่ยนชั้นของคุณภาพสินเชื่อ(Migration rate)ไปสู่ระดับที่ด้อยลงของเอสเอ็มอียังมีแนวโน้มสูงขึ้นซึ่งต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด แม้ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินสำรองและเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงสามารถรองรับความเสี่ยงจากคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงได้
[caption id="attachment_158586" align="aligncenter" width="503"]
นายวิรไท สันติประภพ[/caption]
“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้นขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ แต่มีทิศทางปรับสูงขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจยังกระจุกตัวในบางภาคส่วน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะจากด้านต่างประเทศ จึงควรรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำเช่นในปัจจุบันไว้ก่อน เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องและกระจายตัวมากขึ้น ขณะที่กรรมการบางส่วนเห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ไว้ยังมีความจำเป็นภายใต้ความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ยังมีอยู่”
อนึ่งกรรมการที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายวิรไท สันติประภพ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายจำลอง อติกุล นายปรเมธี วิมลศิริ นายเศรษฐพุฒ สุทธิวาทนฤพุฒิ นายอภิชัย บุญธีรวร
วันที่ 7มิถุนายน 2560สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) (ครั้งที่ 3/2560 เมื่อ 24 พ.ค.) ซึ่งคณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% เพื่อให้นโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่มีนัยต่อการดำเนินนโยบายในการประชุม(24พ.ค.60) คณะกรรมการฯ ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้นตามการส่งออกเป็นหลัก แต่ยังกระจุกตัวในบางภาคส่วนและต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยกรรมการบางส่วนกังวลต่อการลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่อง โดยตั้งข้อสังเกตุกลุ่มส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่พอสมควรต้องใช้เวลาอีกระยะก่อนจะเริ่มลงทุนใหม่ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำจึงยังมีความจำเป็น
ด้านคุณภาพสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ที่ด้อยลงต่อเนื่อง สะท้อนจากสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่ออุปโภคบริโภคด้านที่อยู่อาศัยรวมทั้งอัตราการเปลี่ยนชั้นของคุณภาพสินเชื่อ(Migration rate)ไปสู่ระดับที่ด้อยลงของเอสเอ็มอียังมีแนวโน้มสูงขึ้นซึ่งต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด แม้ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินสำรองและเงินกองทุนอยู่ในระดับสูงสามารถรองรับความเสี่ยงจากคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงได้
[caption id="attachment_158586" align="aligncenter" width="503"]
“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้นขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ แต่มีทิศทางปรับสูงขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจยังกระจุกตัวในบางภาคส่วน อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงโดยเฉพาะจากด้านต่างประเทศ จึงควรรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับต่ำเช่นในปัจจุบันไว้ก่อน เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่องและกระจายตัวมากขึ้น ขณะที่กรรมการบางส่วนเห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ไว้ยังมีความจำเป็นภายใต้ความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่ยังมีอยู่”
อนึ่งกรรมการที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายวิรไท สันติประภพ (ประธาน) นายเมธี สุภาพงษ์ (รองประธาน) นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน นายจำลอง อติกุล นายปรเมธี วิมลศิริ นายเศรษฐพุฒ สุทธิวาทนฤพุฒิ นายอภิชัย บุญธีรวร






