
‘ฟันด์ คอนเนกต์’เลื่อนเปิดก.ค. ตลท.วางระบบไม่เสร็จคาดทยอยใช้รายบริษัท
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เลื่อนเปิดบริการซื้อขายกองทุนรวมผ่านระบบ “ฟันด์ คอนเนกต์” จากกำหนดเดิมมีนาคม 2560 ผู้ประกอบการบ่นอุบระบบไม่พร้อม บลน.อินฟินิติ มองหนุนกองทุนรวมเติบโตได้มาก
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ยังไม่สามารถเปิดให้บริการ Fund Connext ระบบซื้อขายกองทุนรวมผ่านแพลตฟอร์มของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนรวมทุกบลจ.ผ่านระบบดังกล่าวได้จากเดิมกำหนดเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2560 ต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนกรกฎาคม 2560 เนื่องจากยังติดปัญหาอยู่หลายจุดหลังจากทดสอบระบบร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงกองทุนรวมผ่านระบบดังกล่าว จำนวน 55 แห่ง แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) 23 แห่งและตัวแทนจำหน่าย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ธนาคารพาณิชย์และบริษัทประกันชีวิต รวม 32 แห่ง
“ตอนนี้เลยกำหนดมาหลายเดือน ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงอยากให้เปิดได้ทันกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ก็เปิดไม่ได้ ทั้งที่ทดลองกันมานาน จนในที่สุดบริษัทที่เข้าร่วมโครงการบางรายไม่มีเวลา บุคลากรน้อยจึงขอรอดูก่อน สุดท้ายตลาดหลักทรัพย์ฯต้องโฟกัสบริษัทที่มีความพร้อมจริงๆ เพื่อให้แพลตฟอร์มเปิดตัวได้ทันเดือนกรกฎาคมนี้และเริ่มกับบริษัทที่มีความพร้อมก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตามแม้ระบบยังไม่เปิดบริการก็ไม่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรม เนื่องจากบลจ.ส่วนใหญ่มีระบบและมีช่องทางจำหน่ายอยู่แล้ว แต่บริการดังกล่าวเข้ามาเป็นศูนย์กลางซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรมมากกว่าและทำให้บลจ.เปิดใหม่บลน.และตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวมมีช่องทางจำหน่ายคล่องตัวขึ้น
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ กรรมการบริหาร บลน.อินฟินิติ จก. เปิดเผยว่า บริการ Fund Connext ยังอยู่ระหว่างวางระบบ ซึ่งคาดว่าปี 2560 จะเริ่มเปิดบริการซื้อขายเฉพาะกองทุนหุ้นไทยก่อนและหลังจากนั้น 6 เดือน จะเปิดให้ซื้อขายกองทุนที่มีนโยบายลงทุนต่างประเทศได้ ดังนั้นบริษัทจะรอให้ระบบเปิดบริการให้ครบก่อน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของบริษัทกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนด้วย
[caption id="attachment_157626" align="aligncenter" width="503"]
ชยนนท์ รักกาญจนันท์ กรรมการบริหาร บลน.อินฟินิติ จก.[/caption]
“หากระบบเปิดให้ซื้อขายได้ทั้งในและต่างประเทศเชื่อว่าจะส่งผลให้กองทุนรวมของไทยเติบโตได้อีกมากเหมือนในประเทศเกาหลี หลังจากมีระบบดังกล่าวส่งผลให้โวลุ่มเทรดกองทุนเพิ่มขึ้น 200-300% ใน2-3 ปี ขณะที่ในไทยปัจจุบันกองทุนรวมมีมูลค่าสินทรัพย์เพียง4.6 ล้านล้านบาท ยังไม่ถึง 10%เมือ่ เทียบกบั เงินฝากในระบบ ยิ่งภาวะดอกเบี้ยตํ่า ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินแสวงหาผลตอบแทนช่องทางอื่นๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่บริการFund Connext จะทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงกองทุนรวมได้กว้างขึ้นและซื้อขายได้สะดวกขึ้นเหมือนระบบสตรีมมิ่งซื้อขายหุ้น” นายชยนนท์กล่าว
ปัจจุบันบลน.อินฟินิติฯเปิดให้ซื้อขายกองทุนรวมได้ครบทั้ง 22 บลจ. โดยส่งคำสั่งซื้อขายผ่านบล.โนมูระ พัฒนสินฯ โดยจุดเด่นที่ลูกค้าชอบ คือ ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อขายกองทุนจะไม่มีการเปิดเผยชื่อให้บลจ.ทราบ โดยบริษัทจะส่งเป็นรหัสผ่าน ทำให้ลูกค้ามีความเป็นส่วนตัว
นายชยนนท์ กล่าวว่าบลน.อินฟินิติฯ ให้บริการลูกค้าบุคคลที่มีวงเงินลงทุน 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีบัญชีลูกค้าประมาณ 200 บัญชี มูลค่าเงินลงทุนรวม 6,500 ล้านบาท เติบโตจากสิ้นปี 2559 มีมูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท และในปี2560 ตั้งเป้าไว้จะเติบโตแตะระดับ 8,000 ล้านบาท
“กลุ่มลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นไฮเน็ตเวิร์กและตระกูลเจ้าสัวคนดัง ที่แบ่งเงินบางส่วนมาใช้บริการเรา เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนและฝากเงิน ซึ่งเราเน้นให้คำแนะนำการลงทุนทันสถานการณ์และปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนเมื่อมีเหตุการณ์หรือปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่” นายชยนนท์ กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ยังไม่สามารถเปิดให้บริการ Fund Connext ระบบซื้อขายกองทุนรวมผ่านแพลตฟอร์มของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนรวมทุกบลจ.ผ่านระบบดังกล่าวได้จากเดิมกำหนดเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2560 ต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนกรกฎาคม 2560 เนื่องจากยังติดปัญหาอยู่หลายจุดหลังจากทดสอบระบบร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงกองทุนรวมผ่านระบบดังกล่าว จำนวน 55 แห่ง แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) 23 แห่งและตัวแทนจำหน่าย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ธนาคารพาณิชย์และบริษัทประกันชีวิต รวม 32 แห่ง
“ตอนนี้เลยกำหนดมาหลายเดือน ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงอยากให้เปิดได้ทันกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ก็เปิดไม่ได้ ทั้งที่ทดลองกันมานาน จนในที่สุดบริษัทที่เข้าร่วมโครงการบางรายไม่มีเวลา บุคลากรน้อยจึงขอรอดูก่อน สุดท้ายตลาดหลักทรัพย์ฯต้องโฟกัสบริษัทที่มีความพร้อมจริงๆ เพื่อให้แพลตฟอร์มเปิดตัวได้ทันเดือนกรกฎาคมนี้และเริ่มกับบริษัทที่มีความพร้อมก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตามแม้ระบบยังไม่เปิดบริการก็ไม่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรม เนื่องจากบลจ.ส่วนใหญ่มีระบบและมีช่องทางจำหน่ายอยู่แล้ว แต่บริการดังกล่าวเข้ามาเป็นศูนย์กลางซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรมมากกว่าและทำให้บลจ.เปิดใหม่บลน.และตัวแทนจำหน่ายกองทุนรวมมีช่องทางจำหน่ายคล่องตัวขึ้น
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ กรรมการบริหาร บลน.อินฟินิติ จก. เปิดเผยว่า บริการ Fund Connext ยังอยู่ระหว่างวางระบบ ซึ่งคาดว่าปี 2560 จะเริ่มเปิดบริการซื้อขายเฉพาะกองทุนหุ้นไทยก่อนและหลังจากนั้น 6 เดือน จะเปิดให้ซื้อขายกองทุนที่มีนโยบายลงทุนต่างประเทศได้ ดังนั้นบริษัทจะรอให้ระบบเปิดบริการให้ครบก่อน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของบริษัทกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนด้วย
[caption id="attachment_157626" align="aligncenter" width="503"]
“หากระบบเปิดให้ซื้อขายได้ทั้งในและต่างประเทศเชื่อว่าจะส่งผลให้กองทุนรวมของไทยเติบโตได้อีกมากเหมือนในประเทศเกาหลี หลังจากมีระบบดังกล่าวส่งผลให้โวลุ่มเทรดกองทุนเพิ่มขึ้น 200-300% ใน2-3 ปี ขณะที่ในไทยปัจจุบันกองทุนรวมมีมูลค่าสินทรัพย์เพียง4.6 ล้านล้านบาท ยังไม่ถึง 10%เมือ่ เทียบกบั เงินฝากในระบบ ยิ่งภาวะดอกเบี้ยตํ่า ยิ่งกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินแสวงหาผลตอบแทนช่องทางอื่นๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่บริการFund Connext จะทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงกองทุนรวมได้กว้างขึ้นและซื้อขายได้สะดวกขึ้นเหมือนระบบสตรีมมิ่งซื้อขายหุ้น” นายชยนนท์กล่าว
ปัจจุบันบลน.อินฟินิติฯเปิดให้ซื้อขายกองทุนรวมได้ครบทั้ง 22 บลจ. โดยส่งคำสั่งซื้อขายผ่านบล.โนมูระ พัฒนสินฯ โดยจุดเด่นที่ลูกค้าชอบ คือ ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อขายกองทุนจะไม่มีการเปิดเผยชื่อให้บลจ.ทราบ โดยบริษัทจะส่งเป็นรหัสผ่าน ทำให้ลูกค้ามีความเป็นส่วนตัว
นายชยนนท์ กล่าวว่าบลน.อินฟินิติฯ ให้บริการลูกค้าบุคคลที่มีวงเงินลงทุน 10 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีบัญชีลูกค้าประมาณ 200 บัญชี มูลค่าเงินลงทุนรวม 6,500 ล้านบาท เติบโตจากสิ้นปี 2559 มีมูลค่าเงินลงทุนอยู่ที่ 2,300 ล้านบาท และในปี2560 ตั้งเป้าไว้จะเติบโตแตะระดับ 8,000 ล้านบาท
“กลุ่มลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นไฮเน็ตเวิร์กและตระกูลเจ้าสัวคนดัง ที่แบ่งเงินบางส่วนมาใช้บริการเรา เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนและฝากเงิน ซึ่งเราเน้นให้คำแนะนำการลงทุนทันสถานการณ์และปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนเมื่อมีเหตุการณ์หรือปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่” นายชยนนท์ กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,268 วันที่ 8 - 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560






