
บล.เคทีบี มองหุ้นสัปดาห์นี้ผันผวนกรอบ 1,553-1,580 จุด
KTBST ประเมินตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (5-9 มิ.ย.) เคลื่อนไหวผันผวน การเมืองสหรัฐฯ และการเลือกตั้งอังกฤษเป็นปัจจัยหลัก แนะเลือกหุ้นเสี่ยงต่ำและหุ้นปันผล หรือถือเงินรอจังหวะซื้อช่วงปรับฐาน คาดกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ที่ 1,553-1,580 จุด หุ้นที่น่าสนใจ BEM , GLOBAL , CPALL , JASIF , PSH ”
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (5-9มิ.ย.60) จะผันผวนสูง ปริมาณซื้อขายของตลาดลดลงอันเป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนในทิศทางตลาด โดยเฉพาะปัจจัยในต่างประเทศ เช่น การเมืองสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยที่ต้องรอคอย อาทิ การเลือกตั้งอังกฤษ ประชุม ECB และประชุม FOMC เป็นต้น ขณะที่ปัจจัยในประเทศก็เป็นได้ทั้งบวกและลบ จากแนวทางปฎิรูปด้านอัตราแลกเปลี่ยน ของ ธปท. รวมถึงการประชุม ครม.วันอังคารนี้ หากรัฐบาลทยอยออกมาตรการหรืออนุมัติการลงทุนใหม่ๆออกมา จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น
[caption id="attachment_157084" align="aligncenter" width="503"]
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์[/caption]
กลยุทธ์การลงทุน โดยภาพรวมๆ KTBST ยังแนะนำชะลอการลงทุนรอให้การเลือกตั้งอังกฤษ หรือประชุม ECB ผ่านไปก่อน โดยการเข้าลงทุนในช่วงนี้ สินทรัพย์หรือหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ หุ้น Defensive หรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนด้านเงินปันผลที่สูง ยังคงดูเป็นบวก ขณะที่หุ้นอิงกับภาวะเศรษฐกิจ เช่นกลุ่มธนาคาร ควรรอดูให้ตลาดมีการพลิกตัวหรือมีเงินไหลกลับเข้าตลาดก่อน ดังนั้นในสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ถือเงินสด 30% เพื่อรอซื้อหุ้น หากเกิดการปรับฐาน
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index สัปดาห์นี้ที่ 1,553-1,580 จุด หากดัชนีฯ ยังไม่ต่ำกว่า 1,566 จุด รูปทรงของตลาดยังไม่เสียหาย ให้ถือต่อได้ ขณะที่หุ้นแนะนำในเชิงกลยุทธ์ได้แก่ : BEM , GLOBAL หุ้น Defensive : CPALL , หุ้น high dividend yield : JASIF , PSH , หุ้นเก็งเข้า SET100 : MEGA , TWPC
สำหรับปัจจัยที่ควรติดตามได้แก่ นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ การประกาศจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส สัปดาห์ที่ผ่านมา ตอกย้ำว่า นโยบายที่จะทยอยออกมาคงไม่ได้ง่ายนัก และจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ตลาดผันผวนในบางวัน
ส่วนปัจจัยต่อมาคือ โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุม 14-15 มิ.ย.ยังไม่แน่นอน ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สลับบวกสลับลบ การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาด (+1.38 ; คาด+1.85 แสนตำแหน่ง) แม้โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ จะขึ้นแตะ 89% (Bloomberg) ก็ตาม แต่หาก Fed เห็นว่ายังมีความเสี่ยงและนโยบายของ Trump ยังไม่กระตุ้นให้เศรษฐกิจให้ร้อนแรง ก็อาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อนปรับดอกเบี้ย หรือจำนวนครั้งของการปรับอาจเพียงแค่ 2-3 ครั้งในปีนี้
ขณะเดียวกันในวันที่ 8 มิ.ย. นี้ มีปัจจัยสำคัญคือ การเลือกตั้งของอังกฤษ คะแนนนิยมของพรรคอนุรักษ์นิยม ทิ้งห่างจากพรรคแรงงานเพียง 3% (YouGov) หากพรรคแรงงานชนะ จะเป็นลบต่อตลาด ส่วนการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดอกเบี้ยยังไม่น่าปรับขึ้น แต่ให้ดูถ้อยแถลงในเรื่องนโยบาย QE ว่าจะปรับลด QE หรือไม่หลังเดือนธ.ค.60 (ล่าสุด วงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน) รวมไปถึงปัจจัยเรื่อง ราคาน้ำมันดิบ WTI มี downside risk จากการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และความเสี่ยงของตลาด รวมทั้งความกังวลต่อการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส อาจทำให้ราคาน้ำามันดิบร่วงลงไปที่ 45 เหรียญสหรัฐอีกครั้ง
ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (5-9มิ.ย.60) จะผันผวนสูง ปริมาณซื้อขายของตลาดลดลงอันเป็นผลมาจากความไม่ชัดเจนในทิศทางตลาด โดยเฉพาะปัจจัยในต่างประเทศ เช่น การเมืองสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยที่ต้องรอคอย อาทิ การเลือกตั้งอังกฤษ ประชุม ECB และประชุม FOMC เป็นต้น ขณะที่ปัจจัยในประเทศก็เป็นได้ทั้งบวกและลบ จากแนวทางปฎิรูปด้านอัตราแลกเปลี่ยน ของ ธปท. รวมถึงการประชุม ครม.วันอังคารนี้ หากรัฐบาลทยอยออกมาตรการหรืออนุมัติการลงทุนใหม่ๆออกมา จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น
[caption id="attachment_157084" align="aligncenter" width="503"]
กลยุทธ์การลงทุน โดยภาพรวมๆ KTBST ยังแนะนำชะลอการลงทุนรอให้การเลือกตั้งอังกฤษ หรือประชุม ECB ผ่านไปก่อน โดยการเข้าลงทุนในช่วงนี้ สินทรัพย์หรือหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ หุ้น Defensive หรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนด้านเงินปันผลที่สูง ยังคงดูเป็นบวก ขณะที่หุ้นอิงกับภาวะเศรษฐกิจ เช่นกลุ่มธนาคาร ควรรอดูให้ตลาดมีการพลิกตัวหรือมีเงินไหลกลับเข้าตลาดก่อน ดังนั้นในสัปดาห์นี้ ยังแนะนำให้ถือเงินสด 30% เพื่อรอซื้อหุ้น หากเกิดการปรับฐาน
บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index สัปดาห์นี้ที่ 1,553-1,580 จุด หากดัชนีฯ ยังไม่ต่ำกว่า 1,566 จุด รูปทรงของตลาดยังไม่เสียหาย ให้ถือต่อได้ ขณะที่หุ้นแนะนำในเชิงกลยุทธ์ได้แก่ : BEM , GLOBAL หุ้น Defensive : CPALL , หุ้น high dividend yield : JASIF , PSH , หุ้นเก็งเข้า SET100 : MEGA , TWPC
สำหรับปัจจัยที่ควรติดตามได้แก่ นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ การประกาศจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส สัปดาห์ที่ผ่านมา ตอกย้ำว่า นโยบายที่จะทยอยออกมาคงไม่ได้ง่ายนัก และจะเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้ตลาดผันผวนในบางวัน
ส่วนปัจจัยต่อมาคือ โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุม 14-15 มิ.ย.ยังไม่แน่นอน ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สลับบวกสลับลบ การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาด (+1.38 ; คาด+1.85 แสนตำแหน่ง) แม้โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ จะขึ้นแตะ 89% (Bloomberg) ก็ตาม แต่หาก Fed เห็นว่ายังมีความเสี่ยงและนโยบายของ Trump ยังไม่กระตุ้นให้เศรษฐกิจให้ร้อนแรง ก็อาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อนปรับดอกเบี้ย หรือจำนวนครั้งของการปรับอาจเพียงแค่ 2-3 ครั้งในปีนี้
ขณะเดียวกันในวันที่ 8 มิ.ย. นี้ มีปัจจัยสำคัญคือ การเลือกตั้งของอังกฤษ คะแนนนิยมของพรรคอนุรักษ์นิยม ทิ้งห่างจากพรรคแรงงานเพียง 3% (YouGov) หากพรรคแรงงานชนะ จะเป็นลบต่อตลาด ส่วนการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดอกเบี้ยยังไม่น่าปรับขึ้น แต่ให้ดูถ้อยแถลงในเรื่องนโยบาย QE ว่าจะปรับลด QE หรือไม่หลังเดือนธ.ค.60 (ล่าสุด วงเงิน 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน) รวมไปถึงปัจจัยเรื่อง ราคาน้ำมันดิบ WTI มี downside risk จากการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และความเสี่ยงของตลาด รวมทั้งความกังวลต่อการถอนตัวจากข้อตกลงปารีส อาจทำให้ราคาน้ำามันดิบร่วงลงไปที่ 45 เหรียญสหรัฐอีกครั้ง






