thansettakij
thansettakij
แห่เก็งบาท เล่นทองคำ เมินหุ้นนิ่ง

แห่เก็งบาท เล่นทองคำ เมินหุ้นนิ่ง

01 มิ.ย. 60 | 03:38 น.
อัปเดตล่าสุด :01 มิ.ย. 60 | 09:39 น.
ขาใหญ่หุ้น ขยับไปลงทุนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและทองคำ หลังจากดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวแคบๆ ไม่สามารถเก็งกำไรเหมือนที่ผ่านมา วายแอลจีเตือน ราคาทองขึ้นมาเยอะพอสมควรแล้ว อย่าลุยเต็มที่ เตรียมเงินรอจังหวะช้อน

นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้น เปิดเผยว่า บรรยากาศตลาดหุ้นที่เงียบเหงา เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายเบาบางเพียงวันละ 3-4 หมื่นล้านบาท และดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวแคบๆ ทำให้นักลงทุนรายใหญ่หยุดเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไร และหันไปหาโอกาสทำกำไรจากตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่เห็นการแกว่งตัวของค่าเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาที่กว้างมากในช่วงนี้ รวมถึงราคาทองคำที่ขยับขึ้นตามกระแสข่าวต่างประเทศที่เกิดขึ้น สามารถทำกำไรได้มากกว่าและดีกว่าตลาดหุ้น

“ หุ้นจะยังไม่ไปไหนไกลในช่วงนี้ ตราบใดที่ไม่มีข่าวดีเข้ามากระตุ้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะแช่เงินหรือเข้าไปเก็งกำไร ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งขาขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเป็นโอกาสในการเก็งกำไร เชื่อว่าหากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป มีโอกาสที่จะหลุด 34 บาทไปได้ “แหล่งข่าวกล่าว

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ทองคำยังมองแนวโน้มระยะยาวไม่ดี แต่ในช่วงสั้นสามารถเก็งกำไรได้ ในส่วนของโกลด์ ฟิวเจอร์ส จากปัจจัยลบต่างๆในต่างประเทศ ทำให้เงินเข้ามาหลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัยคือทองคำ ทางด้านปัจจัยเทคนิค ราคาทองคำยืนเหนือระดับ 200 วันได้ที่ 1,245 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ แนวต้านต่อไป 1,274 1,278 และ 1,296ดอลลาร์สหรัฐฯ

“ ตอนนี้ราคาขึ้นมาเกือบครึ่งทางแล้ว จากราคาตั้งแต่ต้นปี ขึ้นไปสูงสุดที่ 1 ,294 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ควรเข้าไปลุยเต็มพอร์ต ควรจะเหลือเงินไว้รอรับในราคาต่ำกว่านี้ นักลงทุนจะต้องมีความรู้และจะต้องพิจารณาตัวเองว่าเป็นนักลงทุนแบบไหน ควรมีเหตุผลมากขึ้น เพราะตลาดทองคำเล่นยากขึ้น แต่ก่อน ราคาจะขึ้นลงตามข่าวที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้จะต้องตีความและวิเคราะห์ให้ถูกต้อง “นางพวรรณ์ กล่าว

ประธานเจ้าหาที่บริหาร บริษัท วายแอลจีฯ กล่าวว่า ราคาทองคำจะถูกกระทบจากปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้เบาคลายลง หลังจากมีความเป็นได้ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนลดลงจากที่เคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้ถึง 90% ลงมาเหลือ 70-80% รวมถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่เกิดจากตัวประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนำไปสู่การออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเป็นไปได้น้อยลง

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์(บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงนี้ของทุกปี ค่าเงินบาทมักจะอ่อนตัวลง เนื่องจากมีเงินปันผลไหลออกไปประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปีนี้ เงินบาทกลับแข็งค่ามากในอันดับต้นๆของเอเชีย ในไตรมาสแรกมี 3 ประเทศที่ค่าเงินแข็งค่าในระดับ 6-7% คือ ไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และเงินเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ก่อนหน้านี้ นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รอง กรรมการผู้จัดการ สมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า กระแสเงินทุนต่างประเทศยังคงไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคมไหลเข้ามาแล้วกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท และอาจจะมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น แต่ก็คงไม่ใช่สาเหตุเดียว เพราะเม็ดเงินที่ไหลเข้าก็ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบอดีต โดยจากต้นปีจนถึงปัจจุบันเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดตราสารหนี้แล้วประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาท

ด้านตลาดหุ้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ดัชนี ปิดที่ 1,568.57 จุด บวก 0.40 จุด มูลค่าซื้อขาย เพียง 33,633.73 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 4,829 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนไทยขายสุทธิ 4,986 ล้านบาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,266 วันที่ 1- 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market