
ผู้ถือหุ้นรายย่อย IFEC สุดทนจ่อร้องนายกฯช่วยแก้ปัญหา
ผู้ถือหุ้นรายย่อย-เจ้าหนี้ IFEC ประเมินสถานการณ์ปัญหาร่วมกัน เล็งร้องนายกฯ ช่วยแก้ปัญหา หลังก.ล.ต.ปล่อย "หมอวิชัย”บริหารงานต่อ ชี้ผิดหวัง ก.ล.ต.เป็นแค่ “เสือกระดาษ” ชวนคนมา “ออมหุ้น” ระวังซ้ำรอย
จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (IFEC) ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ ส่อแววที่จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถปิดงบการเงินในปี 2559 ให้ทันตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำหนด จนเป็นที่มาของการขึ้นเครื่องหมายห้ามการซื้อขาย (SP) ยาวมาจนถึงทุกวันนี้
ขณะเดียวกันในฝั่งของเจ้าหนี้ซึ่งมีทั้งหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บี/อี) ประมาณ 3,000 ล้านบาท หุ้นกู้ 3,000 ล้านบาท และเงินกู้ลงทุนโรงไฟฟ้าประมาณ 1,800 ล้านบาท ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา IFEC จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้เพียง 10% เท่านั้น
ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นรายย่อยและเจ้าหนี้ ได้มีการจัดประชุมร่วมกันที่โรงแรมสวิส เลอคองคอร์ด เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผ่านมา ได้มีความพยายามเคลื่อนไหว และเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาตรวจสอบปัญหาดังกล่าว เพราะผู้ถือหุ้นรายย่อย IFEC ที่มีกว่า 28,000 ราย ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก หลังจากถูกขึ้นเครื่องหมาย SP มาเป็นเวลากว่า 5 เดือน และยังมองไม่เห็นทางออกว่าประธาน IFEC จะจัดการอย่างไร และมีความจริงใจในการเร่งดำเนินการปิดงบการเงินให้ทันตามที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯหรือไม่ เพราะผัดผ่อน มาแล้ว 1ครั้ง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ และในวันที่ 31พ.ค.นี่ ไม่รู้ว่าจะสามารถดำเนินการปิดงบฯ ได้หรือไม่
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่าพิรุธเกี่ยวกับพฤติกรรมของ นายวิชัย ในฐานะประธาน ซึ่งมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับบริษัทฯ ได้ นั่นคือการนำหุ้นบริษัท อินเตอร์ฟาร์
อีสท์ แคปแมเนจเม้นท์ จำกัด (ICAP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นของโรงแรมดาราเทวี ในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งหากประเมินราคาคร่าวๆ ของโรงแรมดาราเทวี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ไปจำนองกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด เพื่อแลกกับการค้ำประกันหนี้ตั๋วบี/อี มูลค่า 100ล้านบาท ที่ครบกำหนดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 แล้วปล่อยให้มีการผิดนัดชำระหนี้
อีกประการคือการนำโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลของบริษัททรู เอ็นเนอร์ยี่ เพาวเวอร์ ลพบุรี จำกัด ไปเป็นหลักประกันต่อ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เพื่อได้มาซึ่งเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นของ IFEC ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสถานะทางการเงินที่แท้จริง ล่าสุดได้ไปขอพึ่งสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เข้ามาตรวจสอบงบการเงิน เพื่อจะได้รู้สถานะที่แท้จริง
นางนพวรรณ ขลันบุรีธรรม หนึ่งในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนใน IFEC เปิดเผยว่ารู้สึกผิดหวังกับการทำงานของสำนักงาน ก.ล.ต.เป็นอย่างมาก ที่ไม่ทำหน้าที่โดยการเข้าไปตรวจสอบการบริหารงานของประธานไอเฟคและปล่อยให้ทำผิดกฎหมายต่อเนื่อง ซึ่งตนขาดทุนกว่า 7 แสนบาท เป็นเงินที่หามาทั้งชีวิต เพื่อเตรียมไว้ใช้สำหรับวัยเกษียณ
“จนถึงนาทีนี้ เราคงหวังพึ่งก.ล.ต.เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ในการประชุมในครั้งนี้ มีข้อสรุปร่วมกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุน IFEC ต้องเข้าไปร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เร่งตรวจสอบการทำงานของนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ และให้เร่งปิดงบฯ เพื่อจะได้รู้สถานะที่แท้จริงของบริษัท ว่ามีเกิดอะไรขึ้นบ้าง”นางนพวรรณ กล่าว
สำหรับหน่วยงานที่จะไปร้องเรียน เพื่อขอให้เข้ามาช่วยตรวจสอบและจัดการกับปัญหาของ IFEC มีหลายแห่งที่เป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้ตรวจการแผนดินรัฐสภา กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้นายกฯเข้ามาช่วยเหลือ และเร่งรัดหน่วยงานกำกับดูแลให้เข้ามาแก้ไขปัญหา
“เห็น ก.ล.ต.สัมภาษณ์ผ่านรายการทีวี ชวนประชาชนมาลงทุน โดยออมหุ้น ตอนนี้กังวลและกลัวว่าเมื่อออมไปแล้ว จะเป็นเหมือนกับกรณีของ IFEC ในขณะนี้ เพราะผ่านมาตั้ง 5-6 เดือน แต่ ก.ล.ต. ก็ไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาเลย แล้วที่ว่า ก.ล.ต.มีอำนาจคุมบริษัทมหาชน เพราะเหตุใดจึงไม่ทำอะไรเลย ทำให้ IFEC จึงมีผลลัพท์อย่างเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้นการออมโดยลงทุนในหุ้นคงไม่เกิดแน่ๆ ถ้า ก.ล.ต. เป็นเสือกระดาษอยู่เช่นนี้”ผู้ถือหุ้นรายย่อยกล่าวในที่สุด
จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (IFEC) ในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ ส่อแววที่จะสร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถปิดงบการเงินในปี 2559 ให้ทันตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กำหนด จนเป็นที่มาของการขึ้นเครื่องหมายห้ามการซื้อขาย (SP) ยาวมาจนถึงทุกวันนี้
ขณะเดียวกันในฝั่งของเจ้าหนี้ซึ่งมีทั้งหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บี/อี) ประมาณ 3,000 ล้านบาท หุ้นกู้ 3,000 ล้านบาท และเงินกู้ลงทุนโรงไฟฟ้าประมาณ 1,800 ล้านบาท ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา IFEC จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้เพียง 10% เท่านั้น
ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นรายย่อยและเจ้าหนี้ ได้มีการจัดประชุมร่วมกันที่โรงแรมสวิส เลอคองคอร์ด เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากที่ผ่านมา ได้มีความพยายามเคลื่อนไหว และเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้ามาตรวจสอบปัญหาดังกล่าว เพราะผู้ถือหุ้นรายย่อย IFEC ที่มีกว่า 28,000 ราย ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก หลังจากถูกขึ้นเครื่องหมาย SP มาเป็นเวลากว่า 5 เดือน และยังมองไม่เห็นทางออกว่าประธาน IFEC จะจัดการอย่างไร และมีความจริงใจในการเร่งดำเนินการปิดงบการเงินให้ทันตามที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯหรือไม่ เพราะผัดผ่อน มาแล้ว 1ครั้ง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ และในวันที่ 31พ.ค.นี่ ไม่รู้ว่าจะสามารถดำเนินการปิดงบฯ ได้หรือไม่
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่าพิรุธเกี่ยวกับพฤติกรรมของ นายวิชัย ในฐานะประธาน ซึ่งมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับบริษัทฯ ได้ นั่นคือการนำหุ้นบริษัท อินเตอร์ฟาร์
อีสท์ แคปแมเนจเม้นท์ จำกัด (ICAP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นของโรงแรมดาราเทวี ในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งหากประเมินราคาคร่าวๆ ของโรงแรมดาราเทวี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ไปจำนองกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด เพื่อแลกกับการค้ำประกันหนี้ตั๋วบี/อี มูลค่า 100ล้านบาท ที่ครบกำหนดในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 แล้วปล่อยให้มีการผิดนัดชำระหนี้
อีกประการคือการนำโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลของบริษัททรู เอ็นเนอร์ยี่ เพาวเวอร์ ลพบุรี จำกัด ไปเป็นหลักประกันต่อ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) เพื่อได้มาซึ่งเงินกู้ยืมระยะสั้นจำนวน 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นของ IFEC ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสถานะทางการเงินที่แท้จริง ล่าสุดได้ไปขอพึ่งสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เข้ามาตรวจสอบงบการเงิน เพื่อจะได้รู้สถานะที่แท้จริง
นางนพวรรณ ขลันบุรีธรรม หนึ่งในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนใน IFEC เปิดเผยว่ารู้สึกผิดหวังกับการทำงานของสำนักงาน ก.ล.ต.เป็นอย่างมาก ที่ไม่ทำหน้าที่โดยการเข้าไปตรวจสอบการบริหารงานของประธานไอเฟคและปล่อยให้ทำผิดกฎหมายต่อเนื่อง ซึ่งตนขาดทุนกว่า 7 แสนบาท เป็นเงินที่หามาทั้งชีวิต เพื่อเตรียมไว้ใช้สำหรับวัยเกษียณ
“จนถึงนาทีนี้ เราคงหวังพึ่งก.ล.ต.เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ในการประชุมในครั้งนี้ มีข้อสรุปร่วมกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ถือหุ้นรายย่อย ที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุน IFEC ต้องเข้าไปร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เร่งตรวจสอบการทำงานของนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ และให้เร่งปิดงบฯ เพื่อจะได้รู้สถานะที่แท้จริงของบริษัท ว่ามีเกิดอะไรขึ้นบ้าง”นางนพวรรณ กล่าว
สำหรับหน่วยงานที่จะไปร้องเรียน เพื่อขอให้เข้ามาช่วยตรวจสอบและจัดการกับปัญหาของ IFEC มีหลายแห่งที่เป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานผู้ตรวจการแผนดินรัฐสภา กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้นายกฯเข้ามาช่วยเหลือ และเร่งรัดหน่วยงานกำกับดูแลให้เข้ามาแก้ไขปัญหา
“เห็น ก.ล.ต.สัมภาษณ์ผ่านรายการทีวี ชวนประชาชนมาลงทุน โดยออมหุ้น ตอนนี้กังวลและกลัวว่าเมื่อออมไปแล้ว จะเป็นเหมือนกับกรณีของ IFEC ในขณะนี้ เพราะผ่านมาตั้ง 5-6 เดือน แต่ ก.ล.ต. ก็ไม่ได้เข้ามาแก้ไขปัญหาเลย แล้วที่ว่า ก.ล.ต.มีอำนาจคุมบริษัทมหาชน เพราะเหตุใดจึงไม่ทำอะไรเลย ทำให้ IFEC จึงมีผลลัพท์อย่างเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้นการออมโดยลงทุนในหุ้นคงไม่เกิดแน่ๆ ถ้า ก.ล.ต. เป็นเสือกระดาษอยู่เช่นนี้”ผู้ถือหุ้นรายย่อยกล่าวในที่สุด






