
พีทีทีจีซีกำไรไตรมาส1กว่า 1.3 หมื่นล้านบาท
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซี เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2560 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 1.31 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 2.96 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากไตรมาส 4/2559 ที่มีผลกำไรรวมสุทธิอยู่ที่ 9.74 พันล้านบาท
โดยในไตรมาส 1/2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 1.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2559 จำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 33% และใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2559 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามระดับราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2560 ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 และ ไตรมาส 4/2559 โดยปัจจัยที่สนับสนุนหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอะโรเมติกส์ และผลิตภัณฑ์ Butadiene ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากธุรกิจโอเลฟินส์ รวมทั้งบริษัทฯ ยังสามารถรักษาการใช้กำลังการผลิตได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับการดำเนินงานตามกลุ่มธุรกิจได้ ดังนี้ โรงกลั่นน้ำมัน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตของหน่วย CDU 102% ,โรงอะโรเมติกส์ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสารอะโรเมติกส์ เฉลี่ยอยู่ที่ 78% , โรงโอเลฟินส์มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 95% ส่งผลให้ ไตรมาส 1/60 มี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากไตรมาส 4/2559 รวมทั้งมีการรับรู้ผลกำไรจากมูลค่าสต๊อกน้ำมันและ NRV จำนวน 508 ล้านบาท และ บริษัทฯยังสามารถรับรู้ผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 1.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก ไตรมาส 4/2559
ส่วนการดำเนินงานโครงการ MAX หรือ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กรโดยมีเป้าหมายหลักที่จะยกระดับผลประกอบการให้ดีขึ้นได้ในลักษณะต่อเนื่องทุกปีโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มผลกำไรของบริษัทฯ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และลดค่าใช้จ่าย ในไตรมาส 1/2560 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากโครงการจำนวน 652 ล้านบาท
ขณะที่ความคืบหน้าและโครงการลงทุนต่าง ๆ 1) Asset Injection Project เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของพีทีทีจีซี ได้อนุมัติการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับพีทีทีจีซี จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของบริษัท มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนการดำเนินงานและสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้พีทีทีจีซี ในฐานะแกนนำธุรกิจปิโตรเคมี ของ ปตท. สามารถต่อยอดธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์ปลายน้ำได้เป็นอย่างดี โดยผู้ถือหุ้นได้ออกเสียงลงคะแนนเป็นจำนวนถึง 99.88%
นับเป็นก้าวที่สำคัญของ PTTGC ที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยบริษัทฯ จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemical ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในอนาคตตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ที่เป็น Market Trend ของโลกยุคใหม่
2) โครงการ Map Ta Phut Retrofit เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การผลิตโรงงานที่มาบตาพุด เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ โดยก่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ขนาดกำลังการผลิต เอทิลีนที่ 5 แสนตันต่อปี และโพรพิลีน 2.5 แสนตันต่อปี
3) โครงการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ โครงการ PO/Polyol เป็นการลงทุนโพลียูรีเทนครบวงจร, โครงการ PO และโครงการ Polyols & PU System เป็นโครงการในธุรกิจสาย Polyurethane ซึ่งอยู่ในกลุ่มเคมีภัณฑ์สมรรถนะสูง (Performance Chemical) โครงการ PO และโครงการ Polyols & PU System เป็นการต่อสายธุรกิจผลิตภัณฑ์ Polyurethane ครบวงจร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดกำลังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ได้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องนอน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่างพีทีทีจีซีและพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น โดยลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น (HOA) กับ บริษัท คุราเร่ จำกัด บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลกและบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทการค้าระหว่างประเทศสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินและการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561 และจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2563
“โครงการลงทุนต่าง ๆ ที่อยู่ในแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ยังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินงานและอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก เพื่อการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0”
โดยในไตรมาส 1/2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 1.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2559 จำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 33% และใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2559 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามระดับราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2560 ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 และ ไตรมาส 4/2559 โดยปัจจัยที่สนับสนุนหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอะโรเมติกส์ และผลิตภัณฑ์ Butadiene ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากธุรกิจโอเลฟินส์ รวมทั้งบริษัทฯ ยังสามารถรักษาการใช้กำลังการผลิตได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับการดำเนินงานตามกลุ่มธุรกิจได้ ดังนี้ โรงกลั่นน้ำมัน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตของหน่วย CDU 102% ,โรงอะโรเมติกส์ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสารอะโรเมติกส์ เฉลี่ยอยู่ที่ 78% , โรงโอเลฟินส์มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 95% ส่งผลให้ ไตรมาส 1/60 มี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากไตรมาส 4/2559 รวมทั้งมีการรับรู้ผลกำไรจากมูลค่าสต๊อกน้ำมันและ NRV จำนวน 508 ล้านบาท และ บริษัทฯยังสามารถรับรู้ผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 1.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก ไตรมาส 4/2559
ส่วนการดำเนินงานโครงการ MAX หรือ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กรโดยมีเป้าหมายหลักที่จะยกระดับผลประกอบการให้ดีขึ้นได้ในลักษณะต่อเนื่องทุกปีโดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพิ่มผลกำไรของบริษัทฯ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และลดค่าใช้จ่าย ในไตรมาส 1/2560 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากโครงการจำนวน 652 ล้านบาท
ขณะที่ความคืบหน้าและโครงการลงทุนต่าง ๆ 1) Asset Injection Project เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของพีทีทีจีซี ได้อนุมัติการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับพีทีทีจีซี จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของบริษัท มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนการดำเนินงานและสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้พีทีทีจีซี ในฐานะแกนนำธุรกิจปิโตรเคมี ของ ปตท. สามารถต่อยอดธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์ปลายน้ำได้เป็นอย่างดี โดยผู้ถือหุ้นได้ออกเสียงลงคะแนนเป็นจำนวนถึง 99.88%
นับเป็นก้าวที่สำคัญของ PTTGC ที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยบริษัทฯ จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemical ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในอนาคตตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ที่เป็น Market Trend ของโลกยุคใหม่
2) โครงการ Map Ta Phut Retrofit เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การผลิตโรงงานที่มาบตาพุด เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ โดยก่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ขนาดกำลังการผลิต เอทิลีนที่ 5 แสนตันต่อปี และโพรพิลีน 2.5 แสนตันต่อปี
3) โครงการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ โครงการ PO/Polyol เป็นการลงทุนโพลียูรีเทนครบวงจร, โครงการ PO และโครงการ Polyols & PU System เป็นโครงการในธุรกิจสาย Polyurethane ซึ่งอยู่ในกลุ่มเคมีภัณฑ์สมรรถนะสูง (Performance Chemical) โครงการ PO และโครงการ Polyols & PU System เป็นการต่อสายธุรกิจผลิตภัณฑ์ Polyurethane ครบวงจร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดกำลังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ได้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องนอน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่างพีทีทีจีซีและพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น โดยลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น (HOA) กับ บริษัท คุราเร่ จำกัด บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลกและบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทการค้าระหว่างประเทศสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินและการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561 และจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2563
“โครงการลงทุนต่าง ๆ ที่อยู่ในแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ยังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินงานและอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก เพื่อการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0”






