thansettakij
thansettakij
บี้ภาษีกองบอนด์ทุบตลาดทุน บลจ.มองได้ไม่คุ้มเสีย เงินไหลออก พันธบัตรต้นทุนเพิ่ม

บี้ภาษีกองบอนด์ทุบตลาดทุน บลจ.มองได้ไม่คุ้มเสีย เงินไหลออก พันธบัตรต้นทุนเพิ่ม

17 พ.ค. 60 | 14:00 น.
อัปเดตล่าสุด :17 พ.ค. 60 | 21:41 น.
บลจ.หวั่นคลังเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ เงินไหลออกจากตลาดทุนหลายแสนล้านบาท ทำตลาดขาดสภาพคล่อง ด้านรัฐต้นทุนออกพันธบัตรใหม่เพิ่มขึ้น ได้ไม่คุ้มเสีย

แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เปิดเผยว่า ผู้บริหารบลจ.ต่างเห็นว่า หากกระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีจากผลตอบแทนสุทธิที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนของไทยให้เติบโตน้อยลงและทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนหรือการออมน้อยลง รวมทั้งเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนของอุตสาหกรรมกองทุนจะไหลออกจากตลาดทุนหลายแสนล้านบาทหรือกรณีเลวร้ายที่สุดอาจเห็นเม็ดเงินไหลออกถึงหลักล้านล้านบาท จึงอยากให้ภาครัฐมองจุดนี้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาภาครัฐส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออมเงินผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ การลงทุนในตลาดทุน โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงสำหรับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงจากความผันผวนได้น้อย รวมทั้งกระทบบลจ.ทั้งหมดต้องรื้อระบบการลงทุนใหม่ เพราะไม่ได้ลงระบบการจัดการเรื่องภาษีไว้ซึ่งจะใช้เวลานาน

ปัจจุบันเงินลงทุนในกองทุนตราสารหนี้มูลค่า 2.57 ล้านล้านบาท สูงสุดเมื่อเทียบเงินลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิกองทุนรวมทั้งระบบ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2560 อยู่ที่ 4.79 ล้านล้านบาท

“เท่าที่ทราบคลังต้องการเก็บภาษีกับกองทุนตราสารหนี้ทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะกองทุนเทอมฟันด์ที่มีกำหนดอายุการลงทุนเหมือนเงินฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน แต่สมาคมบริษัทจัดการลงทุนไม่เห็นด้วย เพราะในทางปฏิบัติทำได้ยากและไม่น่าจะทำได้ทันภายในเดือนตุลาคมนี้ตามที่คลังต้องการ”แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับแนวทางที่สมาคมฯ เสนอจึงเห็นว่าหากคลังยืนยันเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ก็ควรเก็บเฉพาะเทอมฟันด์และเก็บภาษีจากต้นทางจากดอกเบี้ยหุ้นกู้ดีกว่ามาเก็บปลายทางที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากกองทุนซึ่งยุ่งยาก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่ง 16 พฤษภาคม 2560 สมาคม และคลังนัดหารือกันอีกครั้ง

ด้านแหล่งข่าวจากตลาดทุน กล่าวว่า หากรัฐเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนในวงกว้าง ไม่ใช่แค่กลุ่มคนรวยอย่างที่รัฐคิด เนื่องจากปัจจุบันผู้ลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินหรือมันนี่ มาร์เก็ตมีเป็นแสนบัญชี ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนเหล่านี้โยกกลับไปฝากเงินธนาคารเหมือนเดิม โดยเฉพาะเทอมฟันด์ซึ่งผลตอบแทนไม่ต่างจากเงินฝากประจำมาก จึงประเมินว่าจะส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ขาดสภาพคล่อง เนื่องจากปัจจุบันกองทุนรวมถือเป็นนักลงทุนสถาบันที่มีการซื้อขายตราสารหนี้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบันอื่น เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และบริษัทประกันชีวิต

นอกจากนี้เมื่อตลาดตราสารหนี้ไม่มีสภาพคล่อง จะทำให้ผู้ออกตราสารหนี้มีต้นทุนดอกเบี้ยต้องจ่ายสูงขึ้น รวมถึงการออกพันธบัตรครั้งใหม่ของรัฐบาลจะมีต้นทุนสูงขึ้นด้วย ซึ่งไม่แน่ใจว่าเงินที่รัฐจะได้จากการเก็บภาษีกองทุนจะคุ้มกับที่ต้นทุนประเทศจะสูงขึ้นหรือไม่ อยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบ

“ต้นทุนใหม่ของรัฐจะเพิ่มขึ้นเท่าไรคงบอกชัดไม่ได้ แต่หากประเมินตลาดตราสารหนี้ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาตอนประธานาธิบดีสหรัฐเข้าดำรงตำแหน่ง ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 0.50% มาอยู่ที่ 2.8% "แหล่งข่าว กล่าว

สิ่งที่กังวลกรณีที่ผู้ลงทุนขายกองทุนตราสารหนี้ออกมามาก ทำให้บลจ.ต้องขายตราสารหนี้ที่ถือครองอยู่และอาจทำให้ผู้ลงทุนรายอื่นขายตาม จนตลาดแพนิค จะส่งผลกระทบในวงกว้าง เกิดความรุนแรงมากกว่า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนตราสารหนี้ในช่วงนี้ ควรเน้นลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมากขึ้นอายุเฉลี่ย 2-3 ปี โดยจังหวะในการเข้าลงทุนให้ดูจากพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี หากผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้ 3% ก็เข้าไปลงทุนได้ จากปัจจุบันผลตอบแทนอยู่ที่ 2.8%

[caption id="attachment_150301" align="aligncenter" width="503"] บี้ภาษีกองบอนด์ทุบตลาดทุน บลจ.มองได้ไม่คุ้มเสีย เงินใหลออก พันธบัตรต้นทุนเพิ่ม บี้ภาษีกองบอนด์ทุบตลาดทุน บลจ.มองได้ไม่คุ้มเสีย เงินใหลออก พันธบัตรต้นทุนเพิ่ม[/caption]

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,262 วันที่ 18 - 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market