
บล.เคทีบีมองหุ้นไร้ทิศทางแนะดัชนีต่ำกว่า 1,566 จุดลดพอร์ตลงทุน
KTBST ประเมินหุ้นไทยวันนี้ทิศทางไม่ชัด หากดัชนีลงต่ำกว่าแนวรับ1,566 จุด แนะลดพอร์ตหรือชะลอลงทุน ส่วนนักเก็งกำไรช่วงสั้นควรเล่นแบบ ลงซื้อ ขึ้นขาย
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นวันที่ 11 พ.ค.นี้ KTBST ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสที่จะดีดตัวกลับหลังถูกขายออกมามากในวันก่อน และราคาน้ำมันที่ดีดตัวสูงขึ้น แต่ความกังวลที่มีต่อ Fund Flow และปัจจัยด้านเศรษฐกิจ จะทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปได้ไม่มากนัก
"ทิศทางตลาดยังไม่ชัดเจนและขาดแรงซื้อ จากดัชนีฯปรับตัวลงมาต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 1,566 จุด ตามที่เคยแนะนำไว้ คือลดพอร์ตหรือชะลอการลงทุน สำหรับนักเก็งกำไรช่วงสั้น ควรเล่นแบบ “ลงซื้อ ขึ้นขาย” จนกว่าตลาดจะมีทิศทางที่ชัดเจนกว่านี้ สำหรับหุ้นที่คาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ ได้แก่ TOP, KKP , SMT , MTLS , KAMART"นายมงคล กล่าว
ทั้งนี้ ความน่าจะเป็นสำหรับการประชุม FOMC วันที่ 14 มิ.ย. อยู่ที่ 95% ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นต่อเนื่องเทียบกับเงินเยน ล่าสุดอยู่ที่ 114 เยน/ดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ดีดตัวกลับขึ้นมาเหนือ 3.0% อีกครั้ง ข่าวนี้มีผลต่อ Fund Flow ซึ่งจะเห็นได้จากมีการถือสินทรัพย์สกุลเยน หรือพันธบัตร ลดลง รวมถึงการที่ประธานธนาคารกลางยุโรประบุว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยูโรโซนได้ลดลงแล้ว แต่ยังไม่ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบวกต่อตลาดยุโรปโดยตรง แต่มีผลต่อ Fund Flow ที่อาจไหลกลับไปที่ตลาดยุโรป ซึ่งเป็นลบต่อตลาดอื่นๆ
ขณะเดียวกันมีความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในเร็วๆนี้ และตลาดกำลังจับตาดู นโยบายของผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่และประเด็นเรื่องนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศปลดนายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) พ้นจากตำแหน่ง ประเด็นนี้ ตลาดสหรัฐฯ ตีความเป็นลบเพราะอาจมีผลต่อการเดินนโยบายต่างๆของประธานาธิบดีสหรัฐฯได้
นายมงคล กล่าวว่า จากข่าวจึงมีปัจจัยบวกและลบรวมๆกัน แต่ตลาดเอเชียเช้านี้ น่าจะได้ปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวขึ้นมาแตะ 47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้งหลัง OEPC ยืนยันว่าจะต่ออายุข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันไปถึงปีหน้า และตัวเลข stock น้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับปัจจัยในประเทศ ยังเป็นการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องกำไรของบริษัทที่รายงานมาแล้ว โดยรวมยังเพิ่มขึ้นทั้ง YoYและ QoQ และตัวแปรด้านเศรษฐกิจในประเทศ ในส่วนของภาคการลงทุนของรัฐฯและกำลังซื้อของผู้บริโภค อาจยังเป็นตัวแปรที่นักลงทุนมีความกังวลอยู่บ้าง นอกจากนี้ ข่าวที่ PTTEP ถูกฟ้อง มีผลต่อหุ้น PTTEP และ PTT หากนักลงทุนยังไม่คลายความกังวลต่อข่าวนี้ จะเป็นลบต่อตลาดด้วย
นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นวันที่ 11 พ.ค.นี้ KTBST ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสที่จะดีดตัวกลับหลังถูกขายออกมามากในวันก่อน และราคาน้ำมันที่ดีดตัวสูงขึ้น แต่ความกังวลที่มีต่อ Fund Flow และปัจจัยด้านเศรษฐกิจ จะทำให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปได้ไม่มากนัก
"ทิศทางตลาดยังไม่ชัดเจนและขาดแรงซื้อ จากดัชนีฯปรับตัวลงมาต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 1,566 จุด ตามที่เคยแนะนำไว้ คือลดพอร์ตหรือชะลอการลงทุน สำหรับนักเก็งกำไรช่วงสั้น ควรเล่นแบบ “ลงซื้อ ขึ้นขาย” จนกว่าตลาดจะมีทิศทางที่ชัดเจนกว่านี้ สำหรับหุ้นที่คาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ ได้แก่ TOP, KKP , SMT , MTLS , KAMART"นายมงคล กล่าว
ทั้งนี้ ความน่าจะเป็นสำหรับการประชุม FOMC วันที่ 14 มิ.ย. อยู่ที่ 95% ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดีดตัวขึ้นต่อเนื่องเทียบกับเงินเยน ล่าสุดอยู่ที่ 114 เยน/ดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ดีดตัวกลับขึ้นมาเหนือ 3.0% อีกครั้ง ข่าวนี้มีผลต่อ Fund Flow ซึ่งจะเห็นได้จากมีการถือสินทรัพย์สกุลเยน หรือพันธบัตร ลดลง รวมถึงการที่ประธานธนาคารกลางยุโรประบุว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจยูโรโซนได้ลดลงแล้ว แต่ยังไม่ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นบวกต่อตลาดยุโรปโดยตรง แต่มีผลต่อ Fund Flow ที่อาจไหลกลับไปที่ตลาดยุโรป ซึ่งเป็นลบต่อตลาดอื่นๆ
ขณะเดียวกันมีความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนือจะทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในเร็วๆนี้ และตลาดกำลังจับตาดู นโยบายของผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่และประเด็นเรื่องนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศปลดนายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) พ้นจากตำแหน่ง ประเด็นนี้ ตลาดสหรัฐฯ ตีความเป็นลบเพราะอาจมีผลต่อการเดินนโยบายต่างๆของประธานาธิบดีสหรัฐฯได้
นายมงคล กล่าวว่า จากข่าวจึงมีปัจจัยบวกและลบรวมๆกัน แต่ตลาดเอเชียเช้านี้ น่าจะได้ปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวขึ้นมาแตะ 47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้งหลัง OEPC ยืนยันว่าจะต่ออายุข้อตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันไปถึงปีหน้า และตัวเลข stock น้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับปัจจัยในประเทศ ยังเป็นการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องกำไรของบริษัทที่รายงานมาแล้ว โดยรวมยังเพิ่มขึ้นทั้ง YoYและ QoQ และตัวแปรด้านเศรษฐกิจในประเทศ ในส่วนของภาคการลงทุนของรัฐฯและกำลังซื้อของผู้บริโภค อาจยังเป็นตัวแปรที่นักลงทุนมีความกังวลอยู่บ้าง นอกจากนี้ ข่าวที่ PTTEP ถูกฟ้อง มีผลต่อหุ้น PTTEP และ PTT หากนักลงทุนยังไม่คลายความกังวลต่อข่าวนี้ จะเป็นลบต่อตลาดด้วย






