
เบี้ยประกันชีวิตรับรวมไตรมาสแรกโต 5.59% ช่องทางแบงก์แชมป์กวาดเบี้ย 7.23 หมื่นล.
สมาคมประกันชีวิตไทยเผย เบี้ยประกันชีวิตรับรวมไตรมาสแรก ปี 2560 เติบโต 5.59% เบี้ยรับรวม 1.49 แสนล้านบาท ช่องทางธนาคารโตลิ่ว 7.23 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 7.4%
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวมไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม-มีนาคม) ทั้งสิ้น 149,405.82 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 5.59% โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 39,749.23 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 109,656.59 ล้านบาท และอัตราความคงอยู่ที่ 84% โดยเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ประกอบด้วยเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกจำนวน 26,153.19 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียวจำนวน 13,596.04 ล้านบาท
สำหรับเบี้ยประกันชีวิตแยกตามช่องทางการจำหน่าย ไตรมาส 1 ปี 2560 ช่องทางที่มีการขยายตัวมากเป็นพิเศษ คือช่องทางธนาคาร โดยมีสัดส่วน 48.45% หรือคิดเป็นจำนวน 72,381.68 ล้านบาท ของเบี้ยรับรวม หรือเติบโต 7.40% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และรองลงมาเป็นการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต สัดส่วน 44.17% จำนวน 65,992.19 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 3.62% และอันดับ 3 คือ การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 4,034.31 ล้านบาท สัดส่วน 2.70% หรือเติบโตขึ้น 2.83%
และการขายผ่านช่องทางอื่นๆ 6,999.03 ล้านบาท สัดส่วน 4.68% หรือเติบโตขึ้น 6.23%
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการการทำประกันชีวิตและการวางแผนทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการวางแผนชีวิตในวัยเกษียณ ซึ่งการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะนอกเหนือจากผลประโยชน์ที่จะได้รับจากซื้อประกันแล้ว ก็ยังได้รับความคุ้มครองชีวิตเพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เอาประกันภัยจำเป็นต้องมีวินัยในการชำระเบี้ยประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ จนเมื่อครบระยะเวลาตามที่กรมธรรม์ฯ กำหนด ก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทนอีกส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ในขณะที่กรมธรรม์ฯ มีผลบังคับ ก็ยังจะได้รับเงินสินไหมดทดแทน ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ฯ ตั้งแต่แรก สมาคมจึงขอให้ผู้เอาประกันภัยตรวจสอบสถานะของกรมธรรม์ฯ ให้มีผลบังคับอยู่เสมอ ไม่หยุดหรือยกเลิกการชำระเบี้ยประกันชีวิตก่อนครบกำหนดสัญญา และอย่าเวนคืนกรมธรรม์ฯ ฉบับเก่าเพื่อไปซื้อฉบับใหม่ เพื่อประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ
นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวมไตรมาสที่ 1 ปี 2560 (มกราคม-มีนาคม) ทั้งสิ้น 149,405.82 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 5.59% โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 39,749.23 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 109,656.59 ล้านบาท และอัตราความคงอยู่ที่ 84% โดยเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ประกอบด้วยเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรกจำนวน 26,153.19 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียวจำนวน 13,596.04 ล้านบาท
สำหรับเบี้ยประกันชีวิตแยกตามช่องทางการจำหน่าย ไตรมาส 1 ปี 2560 ช่องทางที่มีการขยายตัวมากเป็นพิเศษ คือช่องทางธนาคาร โดยมีสัดส่วน 48.45% หรือคิดเป็นจำนวน 72,381.68 ล้านบาท ของเบี้ยรับรวม หรือเติบโต 7.40% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และรองลงมาเป็นการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต สัดส่วน 44.17% จำนวน 65,992.19 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 3.62% และอันดับ 3 คือ การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 4,034.31 ล้านบาท สัดส่วน 2.70% หรือเติบโตขึ้น 2.83%
และการขายผ่านช่องทางอื่นๆ 6,999.03 ล้านบาท สัดส่วน 4.68% หรือเติบโตขึ้น 6.23%
นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการการทำประกันชีวิตและการวางแผนทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและการวางแผนชีวิตในวัยเกษียณ ซึ่งการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะนอกเหนือจากผลประโยชน์ที่จะได้รับจากซื้อประกันแล้ว ก็ยังได้รับความคุ้มครองชีวิตเพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้เอาประกันภัยจำเป็นต้องมีวินัยในการชำระเบี้ยประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ จนเมื่อครบระยะเวลาตามที่กรมธรรม์ฯ กำหนด ก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทนอีกส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ในขณะที่กรมธรรม์ฯ มีผลบังคับ ก็ยังจะได้รับเงินสินไหมดทดแทน ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ฯ ตั้งแต่แรก สมาคมจึงขอให้ผู้เอาประกันภัยตรวจสอบสถานะของกรมธรรม์ฯ ให้มีผลบังคับอยู่เสมอ ไม่หยุดหรือยกเลิกการชำระเบี้ยประกันชีวิตก่อนครบกำหนดสัญญา และอย่าเวนคืนกรมธรรม์ฯ ฉบับเก่าเพื่อไปซื้อฉบับใหม่ เพื่อประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ






