
บล.บัวหลวงตอกย้ำผู้นำธุรกิจหลักทรัพย์
บล.บัวหลวง เปิดกลยุทธ์สู้ศึกการแข่งดุ โชว์กำไรสูงสุดของอุตสาหกรรม พร้อมตั้งเป้ารักษารายได้ค่านายหน้า 6-7% เน้นขยายฐานลูกค้าให้การศึกษษและนวัตกรรมใหม่ต่อเนื่อง ย้ำไม่แข่งตัดราคา
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผย แผนการดำเนินงานปี 2560 นี้ว่า บริษัทยังคงเนนการเป็นผู้นำบริษัทหลักทรัพย์ที่มำไรสูงสุดของอุตสาหกรรม ซึ่งปี 2559 ที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 1,072 ล้านบาท จากรายได้รวม 3,219 ล้านบาทและมีส่วนแบ่งการซื้อขาย (มาร์เก็ตแชร์) 4.5% และมีส่วนแบ่งรายได้ค่าธรรมเนียม 6-7% ของรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมทั้งตลาด 26,857 ล้านบาท
สำหรับการรักษารายได้ค่าธรรมเนียมระดับนี้จะให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าให้เติบโตสองเท่าของการเติบโตของตลาดโดยรวม ซึ่งการจะขยายฐานลูกคาได้จะต้องให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านการลงทุนและมีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เหมาะสมกับลูกค้า บทวิจัย รวมถึงการให้บริการที่ความแตกต่าง โดยบริษัทจะไม่เน้นการตัดราคา แต่จะมีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ที่เหมาะสมเป็นตัวกำหนด ปัจจุบัน ณ เดือนเม.ย.2560 มีบัญชีลูกค้า 2.5 แสนราย เทียบกับปลายปีที่ผ่านมามีลูกค้า 2.4 แสนราย โดยเป็นบัญชีแอคทีพ 50-60%
นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มเปลี่ยนห้องค้าที่มีนักลงทุนมานั่งดูจอมาเป็นห้องการเรียนรู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่มาร์เก็ตติ้งสามารถพัฒนาให้ความรู้การลงทุนกับนักลงทุนได้อีกด้วย รวมถึงการเปิดศูนย์การเรียนรู้การลงทุนให้กับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก
นายพิเชษฐ กล่าวถึงการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและนำหุ้นเขาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้มีจำนวน 2 บริษัทและคาดการณ์ดัชนีหุ้นสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,627 จุด พี/อี 15.8 เท่า โดยให้ความสำคัญกับหุ้นในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนภาวะตลาดหุ้นในช่วงนี้ยังไร้ทิศทางเนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้นการลงทุน
ด้านนายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ฐานลูกค้าของบริษัทมีการขยายฐานมากขึ้น ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทมีนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการลงทุน และปีทีผ่านมาได้เปิดโปรแกรมออมหุ้นสม่ำเสมอ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี เป็นโปรแกรม SAP ออมหุ้นสม่ำเสมอทุกเดือนขั้นต่ำเดือนละ 1 หมื่นบาท โดยโปรแกรมนี้จะเลือกหุ้นโดยใช้ปัจจัยพื้นฐานปัจจัยทางเทคนิคและเทคโนลีเข้ามาช่วยนักลงทุน ซึ่งกำหนดระยะเวลาการลงทุน 2 ปี โดย 1-2 หมื่นบาทแรกโปรแกรมจะเลือกซื้อกองทุน ETF ให้ และ 5 หมื่นบาทขึ้นไปจะเลือกหุ้นรายตัว ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่ดีและพึงพอใจให้นักลงทุน
นอกจากนี้บริษัทยังได้รับความสำเร็จจากธุรกิจซื้อขายใบสำคัญแดสงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ซึ่งมีการเติบโตสูงและบริการธุรกรรมการซื้อขายแบบจับคู่ซื้อขาย (บล๊อคเทรด) ที่ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับลูกค้าที่มีความรู้และมีเงินในการทำธุรกรรมซื้อขายตราสาร
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผย แผนการดำเนินงานปี 2560 นี้ว่า บริษัทยังคงเนนการเป็นผู้นำบริษัทหลักทรัพย์ที่มำไรสูงสุดของอุตสาหกรรม ซึ่งปี 2559 ที่ผ่านมามีกำไรสุทธิ 1,072 ล้านบาท จากรายได้รวม 3,219 ล้านบาทและมีส่วนแบ่งการซื้อขาย (มาร์เก็ตแชร์) 4.5% และมีส่วนแบ่งรายได้ค่าธรรมเนียม 6-7% ของรายได้ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวมทั้งตลาด 26,857 ล้านบาท
สำหรับการรักษารายได้ค่าธรรมเนียมระดับนี้จะให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าให้เติบโตสองเท่าของการเติบโตของตลาดโดยรวม ซึ่งการจะขยายฐานลูกคาได้จะต้องให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านการลงทุนและมีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เหมาะสมกับลูกค้า บทวิจัย รวมถึงการให้บริการที่ความแตกต่าง โดยบริษัทจะไม่เน้นการตัดราคา แต่จะมีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ที่เหมาะสมเป็นตัวกำหนด ปัจจุบัน ณ เดือนเม.ย.2560 มีบัญชีลูกค้า 2.5 แสนราย เทียบกับปลายปีที่ผ่านมามีลูกค้า 2.4 แสนราย โดยเป็นบัญชีแอคทีพ 50-60%
นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มเปลี่ยนห้องค้าที่มีนักลงทุนมานั่งดูจอมาเป็นห้องการเรียนรู้ ซึ่งเจ้าหน้าที่มาร์เก็ตติ้งสามารถพัฒนาให้ความรู้การลงทุนกับนักลงทุนได้อีกด้วย รวมถึงการเปิดศูนย์การเรียนรู้การลงทุนให้กับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก
นายพิเชษฐ กล่าวถึงการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและนำหุ้นเขาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้มีจำนวน 2 บริษัทและคาดการณ์ดัชนีหุ้นสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,627 จุด พี/อี 15.8 เท่า โดยให้ความสำคัญกับหุ้นในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนภาวะตลาดหุ้นในช่วงนี้ยังไร้ทิศทางเนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้นการลงทุน
ด้านนายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ฐานลูกค้าของบริษัทมีการขยายฐานมากขึ้น ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทมีนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการลงทุน และปีทีผ่านมาได้เปิดโปรแกรมออมหุ้นสม่ำเสมอ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี เป็นโปรแกรม SAP ออมหุ้นสม่ำเสมอทุกเดือนขั้นต่ำเดือนละ 1 หมื่นบาท โดยโปรแกรมนี้จะเลือกหุ้นโดยใช้ปัจจัยพื้นฐานปัจจัยทางเทคนิคและเทคโนลีเข้ามาช่วยนักลงทุน ซึ่งกำหนดระยะเวลาการลงทุน 2 ปี โดย 1-2 หมื่นบาทแรกโปรแกรมจะเลือกซื้อกองทุน ETF ให้ และ 5 หมื่นบาทขึ้นไปจะเลือกหุ้นรายตัว ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่ดีและพึงพอใจให้นักลงทุน
นอกจากนี้บริษัทยังได้รับความสำเร็จจากธุรกิจซื้อขายใบสำคัญแดสงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ซึ่งมีการเติบโตสูงและบริการธุรกรรมการซื้อขายแบบจับคู่ซื้อขาย (บล๊อคเทรด) ที่ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับลูกค้าที่มีความรู้และมีเงินในการทำธุรกรรมซื้อขายตราสาร






