
ชูปันผลดีไม่หวั่นดอกขาขึ้น บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ เชียร์กองทุน3ประเภทยังน่าลงทุน
บลจ.ไทยพาณิชย์ฯ มองดอกเบี้ยขาขึ้นไม่กระทบ “กองทุนอสังหาฯ-โครงสร้างพื้นฐาน-รีท” แนวโน้มยังเติบโต “บล.เมย์แบงก์กิมเอ็งฯ” ประเมินผลตอบแทนสูง 4.7-6.7%
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาในระยะสั้นต่อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ในช่วงที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ระยะยาวมองว่าการลงทุนในกองทุนดังกล่าวยังน่าสนใจและให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
“การขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยบวกชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น การจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม ส่งผลให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานปริมาณมากขึ้นทำให้กระแสรายได้เพิ่มส่งผลดีต่อกองทุนที่ลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ แม้ปัจจัยลบของการขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้กระแสเงินสดลดลงบ้าง แต่ไม่น่าจะเป็นผลลบมากนัก เชื่อว่านักลงทุนยังสนใจลงทุน” นายสมิทธ์ กล่าว
สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานภายใต้การบริหารของบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและมีความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนเงินปันผลในอัตราที่สูง โดยเฉพาะกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) ผลตอบแทนที่ผ่านมาประมาณ 6-6.5% ต่อปี อีกทั้งกองทุนมีแนวโน้มการเติบโตจากการเพิ่มการเช่าพื้นที่ร่วม รวมทั้งมองหาสินทรัพย์เข้าลงทุนเพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับรัฐวิสาหกิจและเอกชนไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้สรุป
นอกจากนี้บริษัทมีแผนออกกองรีทมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท คาดเสนอขายได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ 1 กองทุน มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ลงทุนสินทรัพย์ประเภทสำนักงานให้เช่า ส่วนที่เหลือเป็นกองทุนขนาดเล็ก
บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)ฯ มองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและการปรับเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 2.6% จึงมีโอกาสที่นักลงทุนที่ชอบลงทุนแบบได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์,กองทุนโครงสร้างพื้นฐานและรีทจะสลับเปลี่ยนการลงทุน ขณะเดียวกันจากผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนทั้ง 3 ประเภทตั้งแต่ 4.7-6.7% อาจมีนักลงทุนบางกลุ่มยังลงทุนและเริ่มพิจารณาอีกครั้ง 3-6 เดือนข้างหน้าจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับผลตอบแทนเงินปันผลของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 6.7% โดยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเต อร์เน็ตจัสมิน (JASIF) ผลตอบแทน 7.8%กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) 6.8%
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7% โดยกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพยส์ นามบินสมุย (SPF) ผลตอบแทน 6.1%กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์CPN รีเทล โกรท (CPNRF) 6.0%
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.7% โดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท(AMATAR) ผลตอบแทน 6.2% และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อิมแพ็คโกรท (IMPACT) 4.9%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,248
วันที่ 30 มีนาคม - 1 เมษายน พ.ศ. 2560
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาในระยะสั้นต่อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานและทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ในช่วงที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ระยะยาวมองว่าการลงทุนในกองทุนดังกล่าวยังน่าสนใจและให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
“การขึ้นดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยบวกชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น การจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม ส่งผลให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานปริมาณมากขึ้นทำให้กระแสรายได้เพิ่มส่งผลดีต่อกองทุนที่ลงทุนสินทรัพย์ต่างๆ แม้ปัจจัยลบของการขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้กระแสเงินสดลดลงบ้าง แต่ไม่น่าจะเป็นผลลบมากนัก เชื่อว่านักลงทุนยังสนใจลงทุน” นายสมิทธ์ กล่าว
สำหรับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานภายใต้การบริหารของบลจ.ไทยพาณิชย์ฯ ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและมีความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนเงินปันผลในอัตราที่สูง โดยเฉพาะกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) ผลตอบแทนที่ผ่านมาประมาณ 6-6.5% ต่อปี อีกทั้งกองทุนมีแนวโน้มการเติบโตจากการเพิ่มการเช่าพื้นที่ร่วม รวมทั้งมองหาสินทรัพย์เข้าลงทุนเพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับรัฐวิสาหกิจและเอกชนไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้สรุป
นอกจากนี้บริษัทมีแผนออกกองรีทมูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท คาดเสนอขายได้ในไตรมาส 3 ปีนี้ 1 กองทุน มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ลงทุนสินทรัพย์ประเภทสำนักงานให้เช่า ส่วนที่เหลือเป็นกองทุนขนาดเล็ก
บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)ฯ มองว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯและการปรับเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 2.6% จึงมีโอกาสที่นักลงทุนที่ชอบลงทุนแบบได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลจากกองทุนอสังหาริมทรัพย์,กองทุนโครงสร้างพื้นฐานและรีทจะสลับเปลี่ยนการลงทุน ขณะเดียวกันจากผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนทั้ง 3 ประเภทตั้งแต่ 4.7-6.7% อาจมีนักลงทุนบางกลุ่มยังลงทุนและเริ่มพิจารณาอีกครั้ง 3-6 เดือนข้างหน้าจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย
สำหรับผลตอบแทนเงินปันผลของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 6.7% โดยกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเต อร์เน็ตจัสมิน (JASIF) ผลตอบแทน 7.8%กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) 6.8%
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7% โดยกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพยส์ นามบินสมุย (SPF) ผลตอบแทน 6.1%กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์CPN รีเทล โกรท (CPNRF) 6.0%
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.7% โดยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอมตะซัมมิทโกรท(AMATAR) ผลตอบแทน 6.2% และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อิมแพ็คโกรท (IMPACT) 4.9%
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,248
วันที่ 30 มีนาคม - 1 เมษายน พ.ศ. 2560






