
‘เฟด-ทรัมป์’กดบาทธปท.ไม่หวั่นเงินออก
แบงก์ชี้ 2 ปัจจัยกำหนดทิศทางเงินบาท หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยและทรัมป์ตั้งกำแพงภาษี กดบาทยวบแตะ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯธปท.ยันไม่ห่วงเงินไหลออกแม้ตลาดคาดสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด
ค่าเงินบาทสัปดาห์ที่แล้วอยู่ในทิศทางอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำสถิติอ่อนที่สุดในรอบ 2 เดือน ปัจจัยที่กระทบมาจากการคาดการณ์ว่าการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FOMC) ในวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินสหรัฐฯจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2-3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยให้มีเงินทุนไหลออก
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 ในกรอบ 35.40-35.45 บาทต่อดอลลาร์
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากตลาดเริ่มซื้อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯแบบ 100%ส่งผลให้มีแรงขายในตลาดหุ้นและพันธบัตร เพราะมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น
ส่วนทิศทางค่าเงินบาท จะถูกกำหนดโดยเฟดใน 3 กรณี คือ 1.เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยเกิน 3 ครั้ง ทำให้ค่าเงินบาททะลุ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ภายในครึ่งปีแรก 2.กรณีเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้น แต่มุมมองต่อเศรษฐกิจและปัจจัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ครั้ง จะเห็นค่าเงินบาทจะติดอยู่ในระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และ 3.กรณีเฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบประชุมนี้ จะเห็นค่าเงินบาทหลุดกรอบ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่คงไม่หลุดเกิน 34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
“ตลอดปีธนาคารยังไม่ได้ปรับประมาณการยังคงมองเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง โดยมองกรอบค่าเงินบาทกรอบล่างอยู่ที่ 34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และกรอบบนอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ธนาคารจับตามองที่จะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และเป็นความเสี่ยงให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นนโยบายของสหรัฐฯ ในเรื่องของการตั้งกำแพงภาษี และการกีดกันทางการค้า ซึ่งจะดึงให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเร็วขึ้นตามกำแพงภาษีที่ปรับขึ้น เช่น ตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น 20% จะเห็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 20% หรือประมาณ 60-70 สตางค์
ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินบาทแข็งค่ายังคงมีอยู่เช่นกัน จะมาจากปัจจัยการค้าขายในโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ เช่น จีน บราซิล รัสเซีย และไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้นซึ่งสวนทางกับกลุ่มยูโรโซนที่ยังไม่ฟื้น ทำให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่นย้ายในตลาดเกิดใหม่ ดังนั้นจะเห็นค่าเงินบาทค่อยๆแข็งค่าขึ้นได้
นายแพททริก ปูเลีย ผู้อำนวยการอาวุโส ขายผลิตภัณฑ์ตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้มาจากตลาดคาดการณ์ว่าเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นประมาณ 0.25ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตร เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่า ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่เป็นการอ่อนค่าในระดับที่คาดการณ์ไว้อยู่ในกรอบ 35.20-35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามอาจจะต้องจับตาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีที่จะมี Big Event แต่ภาพรวมทั้งปีธนาคารมองกรอบค่าเงินอยู่ที่บวกลบไม่เกิน 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การคาดการณ์ของตลาดเงินที่เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในรอบการประชุมเดือนมีนาคมนี้ว่ามีโอกาสขึ้นนั้นถือว่าเร็วกว่าที่ธปท.คาดการณ์ไว้ จากที่เดิมคาดว่าเฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 นี้ ประมาณ 2-3 ครั้ง
“ครั้งนี้ตลาดค่อนข้างเชื่อว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน และหากขึ้นจริงก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อเงินทุนไหลออก ให้ไหลออกรวดเร็วไปมากกว่าปัจจุบัน เพราะตลาดก็รับรู้เรื่องดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,243 วันที่ 12 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2560
ค่าเงินบาทสัปดาห์ที่แล้วอยู่ในทิศทางอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำสถิติอ่อนที่สุดในรอบ 2 เดือน ปัจจัยที่กระทบมาจากการคาดการณ์ว่าการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ(FOMC) ในวันที่ 14-15 มีนาคมนี้ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินสหรัฐฯจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2-3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยให้มีเงินทุนไหลออก
ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 ในกรอบ 35.40-35.45 บาทต่อดอลลาร์
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากตลาดเริ่มซื้อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯแบบ 100%ส่งผลให้มีแรงขายในตลาดหุ้นและพันธบัตร เพราะมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น
ส่วนทิศทางค่าเงินบาท จะถูกกำหนดโดยเฟดใน 3 กรณี คือ 1.เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยเกิน 3 ครั้ง ทำให้ค่าเงินบาททะลุ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ภายในครึ่งปีแรก 2.กรณีเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้น แต่มุมมองต่อเศรษฐกิจและปัจจัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ครั้ง จะเห็นค่าเงินบาทจะติดอยู่ในระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และ 3.กรณีเฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบประชุมนี้ จะเห็นค่าเงินบาทหลุดกรอบ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่คงไม่หลุดเกิน 34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
“ตลอดปีธนาคารยังไม่ได้ปรับประมาณการยังคงมองเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง โดยมองกรอบค่าเงินบาทกรอบล่างอยู่ที่ 34.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และกรอบบนอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ”
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ธนาคารจับตามองที่จะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และเป็นความเสี่ยงให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเป็นนโยบายของสหรัฐฯ ในเรื่องของการตั้งกำแพงภาษี และการกีดกันทางการค้า ซึ่งจะดึงให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าเร็วขึ้นตามกำแพงภาษีที่ปรับขึ้น เช่น ตั้งกำแพงภาษีเพิ่มขึ้น 20% จะเห็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น 20% หรือประมาณ 60-70 สตางค์
ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินบาทแข็งค่ายังคงมีอยู่เช่นกัน จะมาจากปัจจัยการค้าขายในโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่ เช่น จีน บราซิล รัสเซีย และไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้นซึ่งสวนทางกับกลุ่มยูโรโซนที่ยังไม่ฟื้น ทำให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุนเคลื่นย้ายในตลาดเกิดใหม่ ดังนั้นจะเห็นค่าเงินบาทค่อยๆแข็งค่าขึ้นได้
นายแพททริก ปูเลีย ผู้อำนวยการอาวุโส ขายผลิตภัณฑ์ตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้มาจากตลาดคาดการณ์ว่าเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นประมาณ 0.25ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตร เงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับมาแข็งค่า ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่เป็นการอ่อนค่าในระดับที่คาดการณ์ไว้อยู่ในกรอบ 35.20-35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามอาจจะต้องจับตาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีที่จะมี Big Event แต่ภาพรวมทั้งปีธนาคารมองกรอบค่าเงินอยู่ที่บวกลบไม่เกิน 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การคาดการณ์ของตลาดเงินที่เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในรอบการประชุมเดือนมีนาคมนี้ว่ามีโอกาสขึ้นนั้นถือว่าเร็วกว่าที่ธปท.คาดการณ์ไว้ จากที่เดิมคาดว่าเฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 นี้ ประมาณ 2-3 ครั้ง
“ครั้งนี้ตลาดค่อนข้างเชื่อว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่นอน และหากขึ้นจริงก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อเงินทุนไหลออก ให้ไหลออกรวดเร็วไปมากกว่าปัจจุบัน เพราะตลาดก็รับรู้เรื่องดังกล่าวไปพอสมควรแล้ว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,243 วันที่ 12 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2560






