
บทเรียนเพย์ออลล์กรุ๊ป ความเสี่ยงในที่แจ้งยุคe-Money
ต้นสัปดาห์ก่อนหน้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทเพย์ออลล์กรุ๊ปจำกัดและบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ... ในความผิดกฎหมายให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ “ e-Money ”โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการชิงตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่จะสร้างความเสียหายทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยและอาจกระทบต่อนโยบายการเงินอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐได้
จากขายตรงสู่ธุรกิจอี-มันนี่
ที่มาของบริษัทเพย์ออลล์กรุ๊ปจำกัดเดิมจดทะเบียนในนามบริษัทนาน่าคอร์ปอเรชั่นจำกัดโดยขออนุญาตเป็นบริษัทขายตรงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารเสริมและเครื่องสำอางรวม6รายการเมื่อปี2525 ก่อนจะมาขออนุญาตจากกรมการค้าภายในเปลี่ยนชื่อเป็นเพย์ออลกรุ๊ปพร้อมปรับธุรกิจเป็นบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์เมื่อประมาณปี2558โดยมีอดีตนักร้องซุป’ตาร์ “ฟิลม์”หรือนายรัฐภูมิโตคงทรัพย์เป็นประธานกรรมการบริษัทด้วยการชูสโลแกน “แปลงรายจ่ายให้เป็นรายได้สร้างคนไทยให้เป็นเศรษฐี”กลยุทธ์สำคัญคือทุกการจับจ่ายซื้อสินค้าของสมาชิกผ่านแอปพลิเคชั่นจะมีเงินคืนกลับโดยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2559 บริษัทได้จัดงานฉลองธุรกิจครบรอบ1ปีพร้อมประกาศเป้าเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงเดือนละ300% หากแนวโน้มที่แสนสดใสกลับกลายเป็นหนังคนละม้วนหลังธปท.เข้าตรวจสอบบริษัทเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก่อนมีหนังสือแจ้งให้บริษัทขออนุญาตอย่างถูกต้อง
มาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธปท. จึงได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อบก.ปอศ. อันเนื่องจากการประกอบธุรกิจที่เปิดกว้างให้ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกในแอพพลิเคชันและเติมเงินล่วงหน้าเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆที่กำหนดซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (ตามบัญชีค. ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทและต้องกำหนดวันคืนผลตอบแทนให้สมาชิกจัดทำบัญชีอย่างชัดเจน)โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ. 2544 ประกอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ. 2551 (พ.ร.ฎ. e-Payment) และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่58 ประกอบประกาศกระทรวงการคลังเรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่58 (การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมายโดยให้หยุดบริการอีมันนี่โดยปอศ. จ่อเรียก “ฟิลม์”เข้ารับทราบข้อหาวันที่3มีนาคมนี้
จุดเสี่ยงอี-มันนี่แสนล้าน
อย่างไรก็ดีแม้บริษัทเพย์ออลกรุ๊ปฯจะเป็นรายเดียวที่ทางการตรวจพบและยังไม่มีเจ้าทุกข์ร้องเรียนก็ตามแต่หัวใจของธุรกิจการเงินคือ”ความเชื่อมั่นเนื่องจากมูลค่าธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์มีมากกว่า 38 ล้านบัญชีมูลค่าการเติมเงิน 8.18 หมื่นล้านบาทและมีมูลค่าการใช้จ่ายถึง 8.14 หมื่นล้านบาท (ตารางประกอบ) โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต 30 รายเป็นบัญชี ก. (ใช้ซื้อสินค้าบริการจากผู้ขายเพียงรายเดียว)จำนวน 1 ราย, บัญชี ข. (ใช้ซื้อสินค้าบริการจากผู้ขายหลายรายภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายเดียวกัน) 7รายและเป็นบัญชี ค. (ใช้ซื้อสินค้าบริการจากผู้ขายหลายรายโดยไม่จำกัดสถานที่) 22 ราย
ในสถานการณ์เช่นนี้มีคำถามว่าธปท.และกระทรวงการคลังต้องมาทบทวนและยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจการเงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มหรือไม่?
นายสมชัยสัจจพงษ์ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ ฐานเศรษฐกิจ” “ถามว่าห่วงไหมเรา (คลัง) ไม่ห่วงเพราะธุรกิจอี-มันนี่ส่วนใหญ่จะเปิดเผยเพราะต้องทำผ่านออนไลน์อีกทั้งเครื่องมือการกำกับจากภาครัฐก็ดี เราถือว่าเพียงพอ เพียงแต่ต้องมอนิเตอร์ตรวจสอบอยู่เสมอ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบความปลอดภัยและเลือกใช้กับผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตถูกกฎหมาย”
รอก.ม.ชำระเงินใหม่ฯ
สอดคล้องกับนายวิรไทสันติประภพผู้ว่าการธปท.ที่ยืนยันกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าเรา (ธปท.) มีกฎหมายระบบการชำระเงินฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างแก้ไขและกำลังเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บังคับใช้เมื่อไรก็น่าจะเพียงพอในการกำกับดูแล “ต้องยอมรับว่าเทคโนยีสมัยใหม่เปลี่ยนไปมากและเป็นปัญหาของธปท. ที่ต้องปรับตัวให้ทันกฎเกณฑ์หลายๆเรื่องเป็นอุปสรรคบางกฎเกณฑ์ออกเมื่อปี 2540 ธปท.จึงต้องทบทวนปรับ โดย “ร่างพ.ร.บ.ระบบการชำระเงินพ.ศ.... ” จะช่วยยกระดับการกำกับดูแลระบบการชำระเงิน”ผู้ว่าการธปท.กล่าว
ส่วนภาคเอกชนนายฐากรปิยะพันธ์ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูมเมอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด(มหาชน) เชื่อมั่นว่าเครื่องที่ทางการกำกับ(ธุรกิจอีมันนี่)โอเคแล้วกรณีของเพย์ออลล์ กรุ๊ป คงไม่กระทบภาพรวมธุรกิจ
อย่างไรก็ดีแม้ภาครัฐในฐานะผู้กำกับและผู้ปฏิบัติอย่างภาคเอกชนยังมีมุมมองเชิงบวกว่ากฎหมายที่มีอยู่และที่จะประกาศบังคับใช้ในอนาคตพอสำหรับการควบคุมความเสี่ยงธุรกรรมการเงินยุคดิจิตอลและเชื่อมั่นว่า โดยลักษณะของธุรกรรมผ่านออนไลน์การทำรายการจะถูกเปิดเผยโดยระบบจึงเป็นกลไกคุมความเสี่ยงโดยธรรมชาติแต่กระนั้นก็ตามใช่ว่าธุรกรรมอี-มันนี่ที่โชว์รายการในที่แจ้ง จะปลอดภัยไร้เสี่ยงอย่างสิ้นเชิง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560
จากขายตรงสู่ธุรกิจอี-มันนี่
ที่มาของบริษัทเพย์ออลล์กรุ๊ปจำกัดเดิมจดทะเบียนในนามบริษัทนาน่าคอร์ปอเรชั่นจำกัดโดยขออนุญาตเป็นบริษัทขายตรงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารเสริมและเครื่องสำอางรวม6รายการเมื่อปี2525 ก่อนจะมาขออนุญาตจากกรมการค้าภายในเปลี่ยนชื่อเป็นเพย์ออลกรุ๊ปพร้อมปรับธุรกิจเป็นบริการเงินอิเล็กทรอนิกส์เมื่อประมาณปี2558โดยมีอดีตนักร้องซุป’ตาร์ “ฟิลม์”หรือนายรัฐภูมิโตคงทรัพย์เป็นประธานกรรมการบริษัทด้วยการชูสโลแกน “แปลงรายจ่ายให้เป็นรายได้สร้างคนไทยให้เป็นเศรษฐี”กลยุทธ์สำคัญคือทุกการจับจ่ายซื้อสินค้าของสมาชิกผ่านแอปพลิเคชั่นจะมีเงินคืนกลับโดยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม2559 บริษัทได้จัดงานฉลองธุรกิจครบรอบ1ปีพร้อมประกาศเป้าเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงเดือนละ300% หากแนวโน้มที่แสนสดใสกลับกลายเป็นหนังคนละม้วนหลังธปท.เข้าตรวจสอบบริษัทเมื่อปลายปีที่ผ่านมาก่อนมีหนังสือแจ้งให้บริษัทขออนุญาตอย่างถูกต้อง
มาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธปท. จึงได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อบก.ปอศ. อันเนื่องจากการประกอบธุรกิจที่เปิดกว้างให้ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกในแอพพลิเคชันและเติมเงินล่วงหน้าเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการจากร้านค้าต่างๆที่กำหนดซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (ตามบัญชีค. ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทและต้องกำหนดวันคืนผลตอบแทนให้สมาชิกจัดทำบัญชีอย่างชัดเจน)โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ. 2544 ประกอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์พ.ศ. 2551 (พ.ร.ฎ. e-Payment) และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่58 ประกอบประกาศกระทรวงการคลังเรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่58 (การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมายโดยให้หยุดบริการอีมันนี่โดยปอศ. จ่อเรียก “ฟิลม์”เข้ารับทราบข้อหาวันที่3มีนาคมนี้
จุดเสี่ยงอี-มันนี่แสนล้าน
อย่างไรก็ดีแม้บริษัทเพย์ออลกรุ๊ปฯจะเป็นรายเดียวที่ทางการตรวจพบและยังไม่มีเจ้าทุกข์ร้องเรียนก็ตามแต่หัวใจของธุรกิจการเงินคือ”ความเชื่อมั่นเนื่องจากมูลค่าธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์มีมากกว่า 38 ล้านบัญชีมูลค่าการเติมเงิน 8.18 หมื่นล้านบาทและมีมูลค่าการใช้จ่ายถึง 8.14 หมื่นล้านบาท (ตารางประกอบ) โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต 30 รายเป็นบัญชี ก. (ใช้ซื้อสินค้าบริการจากผู้ขายเพียงรายเดียว)จำนวน 1 ราย, บัญชี ข. (ใช้ซื้อสินค้าบริการจากผู้ขายหลายรายภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายเดียวกัน) 7รายและเป็นบัญชี ค. (ใช้ซื้อสินค้าบริการจากผู้ขายหลายรายโดยไม่จำกัดสถานที่) 22 ราย
ในสถานการณ์เช่นนี้มีคำถามว่าธปท.และกระทรวงการคลังต้องมาทบทวนและยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจการเงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มหรือไม่?
นายสมชัยสัจจพงษ์ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ ฐานเศรษฐกิจ” “ถามว่าห่วงไหมเรา (คลัง) ไม่ห่วงเพราะธุรกิจอี-มันนี่ส่วนใหญ่จะเปิดเผยเพราะต้องทำผ่านออนไลน์อีกทั้งเครื่องมือการกำกับจากภาครัฐก็ดี เราถือว่าเพียงพอ เพียงแต่ต้องมอนิเตอร์ตรวจสอบอยู่เสมอ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบความปลอดภัยและเลือกใช้กับผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตถูกกฎหมาย”
รอก.ม.ชำระเงินใหม่ฯ
สอดคล้องกับนายวิรไทสันติประภพผู้ว่าการธปท.ที่ยืนยันกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าเรา (ธปท.) มีกฎหมายระบบการชำระเงินฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างแก้ไขและกำลังเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บังคับใช้เมื่อไรก็น่าจะเพียงพอในการกำกับดูแล “ต้องยอมรับว่าเทคโนยีสมัยใหม่เปลี่ยนไปมากและเป็นปัญหาของธปท. ที่ต้องปรับตัวให้ทันกฎเกณฑ์หลายๆเรื่องเป็นอุปสรรคบางกฎเกณฑ์ออกเมื่อปี 2540 ธปท.จึงต้องทบทวนปรับ โดย “ร่างพ.ร.บ.ระบบการชำระเงินพ.ศ.... ” จะช่วยยกระดับการกำกับดูแลระบบการชำระเงิน”ผู้ว่าการธปท.กล่าว
ส่วนภาคเอกชนนายฐากรปิยะพันธ์ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูมเมอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด(มหาชน) เชื่อมั่นว่าเครื่องที่ทางการกำกับ(ธุรกิจอีมันนี่)โอเคแล้วกรณีของเพย์ออลล์ กรุ๊ป คงไม่กระทบภาพรวมธุรกิจ
อย่างไรก็ดีแม้ภาครัฐในฐานะผู้กำกับและผู้ปฏิบัติอย่างภาคเอกชนยังมีมุมมองเชิงบวกว่ากฎหมายที่มีอยู่และที่จะประกาศบังคับใช้ในอนาคตพอสำหรับการควบคุมความเสี่ยงธุรกรรมการเงินยุคดิจิตอลและเชื่อมั่นว่า โดยลักษณะของธุรกรรมผ่านออนไลน์การทำรายการจะถูกเปิดเผยโดยระบบจึงเป็นกลไกคุมความเสี่ยงโดยธรรมชาติแต่กระนั้นก็ตามใช่ว่าธุรกรรมอี-มันนี่ที่โชว์รายการในที่แจ้ง จะปลอดภัยไร้เสี่ยงอย่างสิ้นเชิง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,240 วันที่ 2 - 4 มีนาคม พ.ศ. 2560






