
เปิดสาขากัมพูชาดึงรายใหญ่ต่อยอดลงทุน กสิกรไทยธนาคารเออีซี+3
กสิกรไทยตอกย้ำยุทธศาสตร์ธนาคารแห่งภูมิภาค AEC+3หลังจากที่วันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาได้เปิดสาขาเต็มรูปแบบกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาทุนจดทะเบียน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นสาขาเต็มรูปแบบในต่างประเทศลำดับที่ 5 ต่อจากเฉินตู เสินเจิ้น หลงกัง ฮ่องกง ในประเทศจีน
นอกจากนี้มีสำนักผู้แทน (Representative) 8 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง โตเกียว ย่างกุ้ง ฮานอย โฮจิมินห์ และจาการ์ตา และมีธนาคารท้องถิ่น 1 แห่ง ณ เวียงจันทน์ สสป.ลาว
“การเปิดสาขาพนมเปญ เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์การเป็นธนาคารแห่งภูมิภาค AEC+3จีดีพีกัมพูชาโต7% แนวโน้มธุรกิจของไทยในช่วง 3-4 ปีทยอยเข้ามาลงทุนในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นโอกาสที่ธนาคารจะเข้ามาสนับสนุนลูกค้าไทยที่เข้ามาลงทุน รวมถึงต่อยอดไปยังลูกค้าท้องถิ่นที่มีความต้องการลงทุนในไทยและในประเทศด้วย”นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าว
ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งที่ 4 ที่เปิดสาขาในกัมพูชาต่อจากธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์นอกจากจะแข่งกับธนาคารไทยกันเอง ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธนาคารต่างชาติ (Foreign Bank) และธนาคารท้องถิ่น (Local Bank) ที่มีอยู่จำนวนมากถึง 36 ธนาคาร
ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่ยังมีศักยภาพการเติบโตในระดับแถวหน้าของอาเซียน เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ย 7-8% ต่อปี แม้ว่าปีนี้คาดการณ์จีดีพีอยู่ที่ 6.9% แต่ก็ยังสูงอยู่ จำนวนประชากร 16 ล้านคน ซึ่งประมาณ 70% ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 35 ปี
การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเปิดเสรีการลงทุนมากขึ้นประกอบกับค่าแรงถูกเฉลี่ย 150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 5,250 บาท ถือเป็นการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน หรือขยายธุรกิจในกัมพูชาเพิ่มขึ้น เห็นได้จากภาคก่อสร้างมีอัตราการเติบโตสูงถึง 30%
“แบรนด์กสิกรไทยรู้จักมากขึ้นในกัมพูชาหลังเข้ามาเปิดสาขาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน กลุ่มลูกค้าในช่วง 1-2 ปีแรก จะเน้นลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุนในกัมพูชา โดยตั้งเป้าสินเชื่ออยู่ที่ 1,500-2,000 ล้านบาท ส่วนลูกค้ารายย่อยท้องถิ่นจะใช้เวลาศึกษาตลาดอีก 3-5ปี”
นายภคพงษ์ พุมอาภรณ์ ผู้จัดการสาขาพนมเปญ และนางสาวมลธิชา แซ่เตียว ผู้จัดการด้านการเงิน กล่าวกับ“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตลาดกัมพูชาค่อนข้างเปิดเสรี รัฐบาลกัมพูชาพยายามส่งเสริมให้เกิดการค้าและการลงทุนในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ทำให้ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่ต้องการใช้เงินลงทุนมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่การลงทุนจะเป็นของเอกชน และของรัฐบาลบางส่วน
ตัวเลขเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ของกัมพูชาในช่วงปี 2554-2558 ประเทศที่เข้ามาลงทุนอันดับ 1 คือ ประเทศจีน มูลค่าลงทุน 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอันดับ 2 และ 3 จะเป็นเวียดนามและมาเลเซียที่มีมูลค่าลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนไทยจะอยู่ในอันดับ6 มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
“ลูกค้าหลักของธนาคารสาขาพนมเปญจะเป็นลูกค้าไทย 80-90%และลูกค้ากัมพูชา 10-20% ทั้งที่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ หรือธุรกิจส่วนตัว เช่น การเปิดร้านอาหาร โรงแรม หรือธุรกิจลีสซิ่งคาดว่าปีหน้าสัดส่วนลูกค้าท้องถิ่นกัมพูชาจะเพิ่มเป็น 30%ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้าท้องถิ่น รวมถึงฐานลูกค้ารายย่อย นอกจากฝากเงินจะขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์สินเชื่อด้วย”
ส่วนการอนุมัติสินเชื่อของกัมพูชา ธนาคารจะใช้เกณฑ์เช่นเดียวกับประเทศไทย โดยพิจารณาตามผลการดำเนินงาน กระแสเงินสดและประเภทธุรกิจ หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มาก หรือเมกะโปรเจ็กต์ ธนาคารจะหาธนาคารพันธมิตรในการปล่อยกู้ร่วม (Syndicated Loan) เนื่องจากธนาคารมีข้อกำหนดห้ามปล่อยสินเชื่อวงเงินเกิน 20% ของเงินทุนจดทะเบียนที่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
[caption id="attachment_130589" align="aligncenter" width="447"]
เปิดสาขากัมพูชาดึงรายใหญ่ต่อยอดลงทุน กสิกรไทยธนาคารเออีซี+3[/caption]
อย่างไรก็ตามลูกค้าธนาคารส่วนใหญ่จะใช้วงเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7-350 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะใช้วงเงินประเภทหมุนเวียนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ประมาณ 60% และอีก 40% เป็นเงินลงทุน
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของกัมพูชาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง โดยการคำนวณอัตราดอกเบี้ยในส่วนของเงินกู้ จะมีเกณฑ์ของกัมพูชาและธนาคารเข้าไปด้วย โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่เลข 2 หลัก หรือประมาณ 8-10% ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและความต้องการวงเงินกู้ของลูกค้า ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากจะต่ำกว่า เพราะปัจจุบันธนาคารมีฐานเงินทุนค่อนข้างสูง และยังไม่ได้แข่งขันปล่อยสินเชื่อ ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องระดมเงินฝาก จึงไม่ได้ให้ผลตอบแทนเงินฝากสูงมากนัก
นายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแข่งขันในกัมพูชา มีธนาคารค่อนข้างมากทั้งธนาคารไทยและต่างชาติ ซึ่งธนาคารไม่ได้มองถึงการแข่งขันอย่างเดียว แต่สามารถช่วยเหลือเรียนรู้ตลาดกันได้
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มการเปิดสาขาธนาคารไทยในต่างประเทศยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาตร์การเชื่อมโยงธนาคารภูมิภาค โดยเฉพาะใน CLMV ที่เห็นการทำธุรกรรมข้ามชายแดนระหว่างกันมากขึ้น
ธปท.ยังคงสนับสนุนการจัดตั้ง Qualified ASEAN Banks (QABs) ที่ปัจจุบันกำลังเจรจาอยู่กับประเทศอินโดนีเซียและเมียนมา ถือเป็นการส่งเสริมการรวมตัวของภาคธนาคาร และในระยะต่อไปธปท.ต้องการเห็นการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency) ในการซื้อขายกันเองในภูมิภาค โดยไม่ต้องผ่านสกุลเงินที่ 3 อย่างดอลลาร์สหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,236 วันที่ 16 - 18 กุมภาพันธ์ 2560
นอกจากนี้มีสำนักผู้แทน (Representative) 8 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง โตเกียว ย่างกุ้ง ฮานอย โฮจิมินห์ และจาการ์ตา และมีธนาคารท้องถิ่น 1 แห่ง ณ เวียงจันทน์ สสป.ลาว
“การเปิดสาขาพนมเปญ เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์การเป็นธนาคารแห่งภูมิภาค AEC+3จีดีพีกัมพูชาโต7% แนวโน้มธุรกิจของไทยในช่วง 3-4 ปีทยอยเข้ามาลงทุนในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นโอกาสที่ธนาคารจะเข้ามาสนับสนุนลูกค้าไทยที่เข้ามาลงทุน รวมถึงต่อยอดไปยังลูกค้าท้องถิ่นที่มีความต้องการลงทุนในไทยและในประเทศด้วย”นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าว
ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งที่ 4 ที่เปิดสาขาในกัมพูชาต่อจากธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์นอกจากจะแข่งกับธนาคารไทยกันเอง ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธนาคารต่างชาติ (Foreign Bank) และธนาคารท้องถิ่น (Local Bank) ที่มีอยู่จำนวนมากถึง 36 ธนาคาร
ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่ยังมีศักยภาพการเติบโตในระดับแถวหน้าของอาเซียน เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ย 7-8% ต่อปี แม้ว่าปีนี้คาดการณ์จีดีพีอยู่ที่ 6.9% แต่ก็ยังสูงอยู่ จำนวนประชากร 16 ล้านคน ซึ่งประมาณ 70% ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 35 ปี
การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเปิดเสรีการลงทุนมากขึ้นประกอบกับค่าแรงถูกเฉลี่ย 150 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน หรือประมาณ 5,250 บาท ถือเป็นการส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงาน หรือขยายธุรกิจในกัมพูชาเพิ่มขึ้น เห็นได้จากภาคก่อสร้างมีอัตราการเติบโตสูงถึง 30%
“แบรนด์กสิกรไทยรู้จักมากขึ้นในกัมพูชาหลังเข้ามาเปิดสาขาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน กลุ่มลูกค้าในช่วง 1-2 ปีแรก จะเน้นลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ต้องการลงทุนในกัมพูชา โดยตั้งเป้าสินเชื่ออยู่ที่ 1,500-2,000 ล้านบาท ส่วนลูกค้ารายย่อยท้องถิ่นจะใช้เวลาศึกษาตลาดอีก 3-5ปี”
นายภคพงษ์ พุมอาภรณ์ ผู้จัดการสาขาพนมเปญ และนางสาวมลธิชา แซ่เตียว ผู้จัดการด้านการเงิน กล่าวกับ“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตลาดกัมพูชาค่อนข้างเปิดเสรี รัฐบาลกัมพูชาพยายามส่งเสริมให้เกิดการค้าและการลงทุนในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ทำให้ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่ต้องการใช้เงินลงทุนมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่การลงทุนจะเป็นของเอกชน และของรัฐบาลบางส่วน
ตัวเลขเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ของกัมพูชาในช่วงปี 2554-2558 ประเทศที่เข้ามาลงทุนอันดับ 1 คือ ประเทศจีน มูลค่าลงทุน 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอันดับ 2 และ 3 จะเป็นเวียดนามและมาเลเซียที่มีมูลค่าลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนไทยจะอยู่ในอันดับ6 มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
“ลูกค้าหลักของธนาคารสาขาพนมเปญจะเป็นลูกค้าไทย 80-90%และลูกค้ากัมพูชา 10-20% ทั้งที่เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ หรือธุรกิจส่วนตัว เช่น การเปิดร้านอาหาร โรงแรม หรือธุรกิจลีสซิ่งคาดว่าปีหน้าสัดส่วนลูกค้าท้องถิ่นกัมพูชาจะเพิ่มเป็น 30%ตรงกับเป้าหมายที่ต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้าท้องถิ่น รวมถึงฐานลูกค้ารายย่อย นอกจากฝากเงินจะขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์สินเชื่อด้วย”
ส่วนการอนุมัติสินเชื่อของกัมพูชา ธนาคารจะใช้เกณฑ์เช่นเดียวกับประเทศไทย โดยพิจารณาตามผลการดำเนินงาน กระแสเงินสดและประเภทธุรกิจ หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มาก หรือเมกะโปรเจ็กต์ ธนาคารจะหาธนาคารพันธมิตรในการปล่อยกู้ร่วม (Syndicated Loan) เนื่องจากธนาคารมีข้อกำหนดห้ามปล่อยสินเชื่อวงเงินเกิน 20% ของเงินทุนจดทะเบียนที่ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
[caption id="attachment_130589" align="aligncenter" width="447"]
อย่างไรก็ตามลูกค้าธนาคารส่วนใหญ่จะใช้วงเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 2-10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7-350 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะใช้วงเงินประเภทหมุนเวียนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ประมาณ 60% และอีก 40% เป็นเงินลงทุน
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของกัมพูชาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับไทย เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง โดยการคำนวณอัตราดอกเบี้ยในส่วนของเงินกู้ จะมีเกณฑ์ของกัมพูชาและธนาคารเข้าไปด้วย โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่เลข 2 หลัก หรือประมาณ 8-10% ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและความต้องการวงเงินกู้ของลูกค้า ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากจะต่ำกว่า เพราะปัจจุบันธนาคารมีฐานเงินทุนค่อนข้างสูง และยังไม่ได้แข่งขันปล่อยสินเชื่อ ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องระดมเงินฝาก จึงไม่ได้ให้ผลตอบแทนเงินฝากสูงมากนัก
นายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแข่งขันในกัมพูชา มีธนาคารค่อนข้างมากทั้งธนาคารไทยและต่างชาติ ซึ่งธนาคารไม่ได้มองถึงการแข่งขันอย่างเดียว แต่สามารถช่วยเหลือเรียนรู้ตลาดกันได้
นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มการเปิดสาขาธนาคารไทยในต่างประเทศยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาตร์การเชื่อมโยงธนาคารภูมิภาค โดยเฉพาะใน CLMV ที่เห็นการทำธุรกรรมข้ามชายแดนระหว่างกันมากขึ้น
ธปท.ยังคงสนับสนุนการจัดตั้ง Qualified ASEAN Banks (QABs) ที่ปัจจุบันกำลังเจรจาอยู่กับประเทศอินโดนีเซียและเมียนมา ถือเป็นการส่งเสริมการรวมตัวของภาคธนาคาร และในระยะต่อไปธปท.ต้องการเห็นการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency) ในการซื้อขายกันเองในภูมิภาค โดยไม่ต้องผ่านสกุลเงินที่ 3 อย่างดอลลาร์สหรัฐฯ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,236 วันที่ 16 - 18 กุมภาพันธ์ 2560






