
‘FPI’ เน้นกำไรโต-ต้นทุนลด เพิ่มรับจ้างผลิตสินค้ามาร์จินสูงขยายตลาด140ประเทศ
ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ไม่เร่งสร้างยอดขาย มุ่งลดต้นทุน ออกสินค้าดีไซน์สวย เป็นที่ต้องการของผู้ผลิตรถยนต์ ขยายตลาดส่งออก ได้ออร์เดอร์สหรัฐฯแล้ว อินเดียเติบโตดีและออสเตรเลียเพิ่มมากในปีหน้า
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ฯ (FPI) เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจว่า บริษัทเน้นการเติบโตของกำไร ขณะที่ ยอดขายไม่ต้องเติบโตมากนัก โดยการใช้เทคโนโลยีมาสร้างสินค้าใหม่ ที่มีความหลากหลาย ดีซายน์สวยกว่าคู่แข่ง พร้อม เจาะตลาดใหม่ ๆ บริหารซัพพลายเชน ขณะที่ลดต้นทุนลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีอัตรากำไร(มาร์จิน)สูง และขณะนี้ค่าระวางเรือถูกลง ก็จะยิ่งจูงใจให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากขึ้น
“เราจะแข็งแรงมากขึ้น เมื่อลดต้นทุน และกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงาน หลังจากเราลุยเรื่อง OEM ในช่วงที่ผ่านมา เราทำอะหลั่ยทดแทน แต่ไม่ใช่การรับจ้างการผลิตทั่วๆไป บริษัทเน้นการดีไซน์ ทำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่ดีขึ้น และมีอัตรากำไรสูงประมาณ 40-50% โดยยอดขายOEM เติบโตขึ้นชัดเจน จาก 160 ล้านบาทในปี 2558 ในปีก่อนเพิ่มเป็น 330 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดไว้จำนวน 500 ล้านบาท ส่งผลให้งานในมือมีมากขึ้น ”นายสมพลกล่าว
กรรมการผู้จัดการกล่าวว่า บริษัทมีจุดแข็งในเรื่องเทคโนโลยี และบุคคลากร ผลิตสินค้าได้ถูก และสวยงาม รวมทั้งยังสามารถผลิตสินค้าได้ครบวงจร ทั้งการออกแบบ มีแม่พิมพ์ และพ่นสี ออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป ให้บริษัทรถยนต์นำไปตกแต่งรถยนต์ที่กำลังผลิตรุ่นใหม่ๆได้
ขณะเดียวกันบริษัทสามารถขยายตลาดใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อสิ้นปี 2559 ส่งไปขายยัง 135 ประเทศ ปัจจุบัน เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 140 ประเทศ ซึ่งตลาดสหรัฐอเมริกาได้ออร์เดอร์มาแล้ว ส่วนตลาดอินเดียก็มีคำสั่งซื้อมากขึ้น หลังจากบริษัทไปร่วมทุนตั้งโรงงานในอินเดีย ส่วนออร์เดอร์จากอังกฤษเริ่มเข้ามาในปลายไตรมาส 3 และเพิ่มมากขึ้นในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และตลาดออส เตรเลียที่ยังมีไม่มาก คาดว่าในปี 2561 จะมียอดขายมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดใหญ่ที่สุดประมาณ 50% อยู่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง ส่วนแอฟริกาใต้และอเมริกาใต้สัดส่วนใกล้เคียงกัน 20% ตามด้วยยุโรป
สำหรับแนวทางในการลดต้นทุนในการดำเนินงานได้มาก นายสมพลกล่าวว่า เกิดจากการนำแขนกลมาจับชิ้นงาน และนำหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิต เช่นการพ่นสี ระบบเพิ่งเสร็จเมื่อปลายปี การนำหุ่นยนต์มาใช้นอกจากทนแทนแรงงานแล้ว ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ทั้งในเรื่องของคุณภาพงาน และทำงานได้เร็วกว่าคนถึง 4 เท่า ทำให้การลงทุนหุ่นยนต์ 4 ตัว จำนวน 60 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาคาดจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็คุ้มทุนแล้ว ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองความต้องการด้านคุณภาพของลูกค้าในต่างประเทศได้ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย
นอกจากนั้นบริษัทยังสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานลงได้มาก จนได้รับการรับรองคุณภาพ ISO 500 บริษัทอนุรักษ์พลังงานดีเด่น และการรับรางวัลโรงงานดีเด่นจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากปรับปรุงใน 4 เรื่อง เช่น ระบบหัวฉีดใหม่ลด ลงทุน กว่า 30 ตัว ตกเครื่องละ 3 แสนบาท คาด 1 ปีคืนทุนหลังลดพลังงาน ส่วนหลังคาของโรงงานก็ติดแผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้ามาใช้ ช่วยลดค่าไฟลง 40% และการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,235 วันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ 2560
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ฯ (FPI) เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจว่า บริษัทเน้นการเติบโตของกำไร ขณะที่ ยอดขายไม่ต้องเติบโตมากนัก โดยการใช้เทคโนโลยีมาสร้างสินค้าใหม่ ที่มีความหลากหลาย ดีซายน์สวยกว่าคู่แข่ง พร้อม เจาะตลาดใหม่ ๆ บริหารซัพพลายเชน ขณะที่ลดต้นทุนลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีอัตรากำไร(มาร์จิน)สูง และขณะนี้ค่าระวางเรือถูกลง ก็จะยิ่งจูงใจให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากขึ้น
“เราจะแข็งแรงมากขึ้น เมื่อลดต้นทุน และกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงาน หลังจากเราลุยเรื่อง OEM ในช่วงที่ผ่านมา เราทำอะหลั่ยทดแทน แต่ไม่ใช่การรับจ้างการผลิตทั่วๆไป บริษัทเน้นการดีไซน์ ทำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่ดีขึ้น และมีอัตรากำไรสูงประมาณ 40-50% โดยยอดขายOEM เติบโตขึ้นชัดเจน จาก 160 ล้านบาทในปี 2558 ในปีก่อนเพิ่มเป็น 330 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดไว้จำนวน 500 ล้านบาท ส่งผลให้งานในมือมีมากขึ้น ”นายสมพลกล่าว
กรรมการผู้จัดการกล่าวว่า บริษัทมีจุดแข็งในเรื่องเทคโนโลยี และบุคคลากร ผลิตสินค้าได้ถูก และสวยงาม รวมทั้งยังสามารถผลิตสินค้าได้ครบวงจร ทั้งการออกแบบ มีแม่พิมพ์ และพ่นสี ออกมาเป็นสินค้าสำเร็จรูป ให้บริษัทรถยนต์นำไปตกแต่งรถยนต์ที่กำลังผลิตรุ่นใหม่ๆได้
ขณะเดียวกันบริษัทสามารถขยายตลาดใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อสิ้นปี 2559 ส่งไปขายยัง 135 ประเทศ ปัจจุบัน เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 140 ประเทศ ซึ่งตลาดสหรัฐอเมริกาได้ออร์เดอร์มาแล้ว ส่วนตลาดอินเดียก็มีคำสั่งซื้อมากขึ้น หลังจากบริษัทไปร่วมทุนตั้งโรงงานในอินเดีย ส่วนออร์เดอร์จากอังกฤษเริ่มเข้ามาในปลายไตรมาส 3 และเพิ่มมากขึ้นในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และตลาดออส เตรเลียที่ยังมีไม่มาก คาดว่าในปี 2561 จะมียอดขายมากขึ้น ทั้งนี้ ตลาดใหญ่ที่สุดประมาณ 50% อยู่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง ส่วนแอฟริกาใต้และอเมริกาใต้สัดส่วนใกล้เคียงกัน 20% ตามด้วยยุโรป
สำหรับแนวทางในการลดต้นทุนในการดำเนินงานได้มาก นายสมพลกล่าวว่า เกิดจากการนำแขนกลมาจับชิ้นงาน และนำหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิต เช่นการพ่นสี ระบบเพิ่งเสร็จเมื่อปลายปี การนำหุ่นยนต์มาใช้นอกจากทนแทนแรงงานแล้ว ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ทั้งในเรื่องของคุณภาพงาน และทำงานได้เร็วกว่าคนถึง 4 เท่า ทำให้การลงทุนหุ่นยนต์ 4 ตัว จำนวน 60 ล้านบาท ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาคาดจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็คุ้มทุนแล้ว ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองความต้องการด้านคุณภาพของลูกค้าในต่างประเทศได้ด้วย เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย
นอกจากนั้นบริษัทยังสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานลงได้มาก จนได้รับการรับรองคุณภาพ ISO 500 บริษัทอนุรักษ์พลังงานดีเด่น และการรับรางวัลโรงงานดีเด่นจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากปรับปรุงใน 4 เรื่อง เช่น ระบบหัวฉีดใหม่ลด ลงทุน กว่า 30 ตัว ตกเครื่องละ 3 แสนบาท คาด 1 ปีคืนทุนหลังลดพลังงาน ส่วนหลังคาของโรงงานก็ติดแผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้ามาใช้ ช่วยลดค่าไฟลง 40% และการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,235 วันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ 2560






