
ขยายโรงกลั่นTOPคืบชงบอร์ดอนุมัติกลางปี
ไทยออยล์ เตรียมเสนอบอร์ดกลางปีนี้ อนุมัติขยายโรงกลั่นน้ำมันเป็น 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ใช้เงินลงทุน 1.3 แสนล้านบาท รับความต้องการใช้ในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง เผยขณะนี้อยู่ขั้นประเมินราคาก่อสร้าง พร้อมเปิดหาผู้รับเหมาได้ปลายปีนี้
จากความต้องการใช้น้ำมันของประเทศที่มีการเติบโตสูงขึ้น ทำให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)ตัดสนใจศึกษาโครงการปรับปรุงหน่วยการกลั่นน้ำมันดิบ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายใต้โครงการเชื้อเพลิงสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) โดยจะพิจารณาก่อสร้างหน่วยกลั่นใหม่ทดแทนหน่วยกลั่นที่ 1 และ2 ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 1 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมีการใช้งานมาแล้วกว่า 50 ปี จึงเป็นเทคโนโลยีเก่า ส่วนหน่วยกลั่นที่ 3 กำลังการผลิต 1.75 แสนบาร์เรลต่อวัน ยังคงไว้ เพราะมีอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น ดังนั้นหน่วยกลั่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนจะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 2.25 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ภายหลังจากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จโรงกลั่นไทยออยล์จะกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งราวกลางปีผลการศึกษาจะแล้วเสร็จ และพร้อมที่จะเสนอคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) อนุมัติแผนลงทุนได้ และพร้อมเปิดผู้รับเหมาได้ราวปลายปีนี้
นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ปัจจุบันการการขยายกำลังการผลิตอของโรงกลั่น อยู่ระหว่างการประเมินราคาค่าก่อสร้าง และผลตอบแทนดานการลงทุน จากเดิมที่ประมาณเงินลงทุนไว้ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งขณะนี้มีแบบแปลนและไลเซนส์ของเทคโนโลยีแล้ว ก็จะช่วยให้การประเมินราคาได้ง่ายขึ้น และหลังจากนั้นคาดว่าจะเสนอให้บอร์ดพิจารณาอนุมัติแผนการลงทุนได้ราวกลางปีนี้ และหากผ่านการเห็นชอบ จะต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี และจะไปแล้วเสร็จช่วงปี 2564-2565
ส่วนค่าก่อสร้างจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่นั้น มีทั้งปัจจัยบวกและลบ ซึ่งปัจจุบันบวกนั้นเนื่องจากผู้รับเหมาในการก่อสร้างโรงกล่นไม่ค่อยมีงาน หรือมองในแง่ตลาดเป็นของผู้ซื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันสูง ทำให้คาก่อสร้างต่ำลงได้ แต่ปัจจัยลบต้องดูว่าจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้สินค้าต่างปรับตัวตาม ก็จะมีผลต่อการก่อสร้างด้วย ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าราคาประมูลก่อสร้างจะออกมาอย่างไร
นายอธิคม กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถเลือกน้ำมันดิบเข้ามากลั่นจากแหล่งต่างๆ ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกลั่นน้ำมันลงมาได้มาก และทำให้กลั่นน้ำมนเตาได้น้อย ได้สัดส่วนของน้ำมันดีเซลที่สร้างมูลค่าได้ในปริมาณที่สูง รวมถึง รวมทั้งแนฟทาเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่น้ำมันเตาก็จะลดลงด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมันดีเซลของประเทศที่เติบโตขึ้น และยังเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะมารองรับการเติบโตของบริษัทต่อไปในอนาคต
สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นได้นั้น จะป้อนความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลักก่อน ส่วนที่เหลือถึงจะส่งออกไปประเทศแถบอาเซียน โดยมองว่ากว่าการก่อสร้างโรงกลั่นจะเสร็จ ปริมาณความต้องการใช้ในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ดังนั้น ด้วยกำลังผลิตที่ 4 แสนลิตรต่อวัน จะสามารถป้อนในประเทศได้กว่า 50% โดยปีที่ผ่านมาโรงกลั่นผลิตน้ำมันอยู่ที่ราว 3 แสนลิตรลิตรต่อวัน สูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน ขายในประเทศสัดสวน 85% ที่เหลือส่งออกเพื่อนบ้าน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,235 วันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ 2560
จากความต้องการใช้น้ำมันของประเทศที่มีการเติบโตสูงขึ้น ทำให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)ตัดสนใจศึกษาโครงการปรับปรุงหน่วยการกลั่นน้ำมันดิบ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายใต้โครงการเชื้อเพลิงสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) โดยจะพิจารณาก่อสร้างหน่วยกลั่นใหม่ทดแทนหน่วยกลั่นที่ 1 และ2 ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 1 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมีการใช้งานมาแล้วกว่า 50 ปี จึงเป็นเทคโนโลยีเก่า ส่วนหน่วยกลั่นที่ 3 กำลังการผลิต 1.75 แสนบาร์เรลต่อวัน ยังคงไว้ เพราะมีอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น ดังนั้นหน่วยกลั่นใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนจะมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 2.25 แสนบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ภายหลังจากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จโรงกลั่นไทยออยล์จะกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน เป็น 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งราวกลางปีผลการศึกษาจะแล้วเสร็จ และพร้อมที่จะเสนอคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) อนุมัติแผนลงทุนได้ และพร้อมเปิดผู้รับเหมาได้ราวปลายปีนี้
นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ปัจจุบันการการขยายกำลังการผลิตอของโรงกลั่น อยู่ระหว่างการประเมินราคาค่าก่อสร้าง และผลตอบแทนดานการลงทุน จากเดิมที่ประมาณเงินลงทุนไว้ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งขณะนี้มีแบบแปลนและไลเซนส์ของเทคโนโลยีแล้ว ก็จะช่วยให้การประเมินราคาได้ง่ายขึ้น และหลังจากนั้นคาดว่าจะเสนอให้บอร์ดพิจารณาอนุมัติแผนการลงทุนได้ราวกลางปีนี้ และหากผ่านการเห็นชอบ จะต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี และจะไปแล้วเสร็จช่วงปี 2564-2565
ส่วนค่าก่อสร้างจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่นั้น มีทั้งปัจจัยบวกและลบ ซึ่งปัจจุบันบวกนั้นเนื่องจากผู้รับเหมาในการก่อสร้างโรงกล่นไม่ค่อยมีงาน หรือมองในแง่ตลาดเป็นของผู้ซื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันสูง ทำให้คาก่อสร้างต่ำลงได้ แต่ปัจจัยลบต้องดูว่าจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้สินค้าต่างปรับตัวตาม ก็จะมีผลต่อการก่อสร้างด้วย ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าราคาประมูลก่อสร้างจะออกมาอย่างไร
นายอธิคม กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถเลือกน้ำมันดิบเข้ามากลั่นจากแหล่งต่างๆ ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกลั่นน้ำมันลงมาได้มาก และทำให้กลั่นน้ำมนเตาได้น้อย ได้สัดส่วนของน้ำมันดีเซลที่สร้างมูลค่าได้ในปริมาณที่สูง รวมถึง รวมทั้งแนฟทาเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่น้ำมันเตาก็จะลดลงด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำมันดีเซลของประเทศที่เติบโตขึ้น และยังเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่จะมารองรับการเติบโตของบริษัทต่อไปในอนาคต
สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นได้นั้น จะป้อนความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลักก่อน ส่วนที่เหลือถึงจะส่งออกไปประเทศแถบอาเซียน โดยมองว่ากว่าการก่อสร้างโรงกลั่นจะเสร็จ ปริมาณความต้องการใช้ในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ดังนั้น ด้วยกำลังผลิตที่ 4 แสนลิตรต่อวัน จะสามารถป้อนในประเทศได้กว่า 50% โดยปีที่ผ่านมาโรงกลั่นผลิตน้ำมันอยู่ที่ราว 3 แสนลิตรลิตรต่อวัน สูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ 2.75 แสนบาร์เรลต่อวัน ขายในประเทศสัดสวน 85% ที่เหลือส่งออกเพื่อนบ้าน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,235 วันที่ 12 - 15 กุมภาพันธ์ 2560






