
LPGปะทุผู้ค้าแห่นำเข้า ชิงส่วนแบ่งขาใหญ่ปตท.
สงครามค้าแอลพีจีมี.ค.นี้เกิดแน่ สยามแก๊สนำเข้า 4.4 หมื่นตัน ชิงส่วนแบ่งตลาดผู้ค้า 20 ราย ใช้กลยุทธ์ดัมพ์ราคาดึงลูกค้า ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า ปตท.ค่ายใหญ่ ยอมรับสู้ราคาไม่ได้ ตั้งหลักรับมือ หวั่นดึงแชร์ในตลาดสถานีบริการแอลพีจีและภาคอุตสาหกรรม คาดกระทบไม่มาก มั่นใจคุณภาพสินค้าและบริการ
นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เห็นชอบให้เปิดเสรีการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือแอลพีจีตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นไปนั้น โดยให้ผู้ค้าแอลพีจีกว่า 20 ราย จะต้องแจ้งการจัดหาแอลพีจีให้กรมธุรกิจพลังงานรับทราบทุกวันที่ 20 ของเดือน เพื่อบริหารจัดการแอลพีจีไม่ให้เกิดการขาดแคลน โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา มีผู้ค้าได้แจ้งนำเข้าแอลพีจีมาจำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) นำเข้าในปริมาณ 4.4 หมื่นตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำเข้ามาเพื่อส่งออก ในปริมาณ 2.2 หมื่นตัน และบริษัท ยูนิคแก๊สฯ นำเข้าเพื่อส่งออกในปริมาณ 3,000 ตัน
โดยทั้งหมดนี้จะมีการนำเข้าแอลพีจีตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ในขณะที่เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ จะไม่มีการนำเข้า เนื่องจากยังมีเนื้อก๊าซเหลือจากการนำเข้ามาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ประกอบกับ การประกาศนโยบายนำเข้าแอลพีจีเสรี เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา กระชันชิดมากเกินไป ทำให้ผู้ค้า ไม่สามารถจัดหาแอลพีจีที่อยู่ในภูมิภาคนี้ได้ เพราะมีการตกลงซื้อขายกับรายอื่นๆ ไปหมดแล้ว
ทั้งนี้ การนำเข้าแอลพีจีเสรีจะทำให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจแอลพีจีเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันผูกขาดอยู่กับปตท.เพียงเจ้าเดียวที่ผู้ค้าจะต้องรับเนื้อก๊าซแอลพีจีจากปตท.เท่านั้น โดยเบื้องต้นบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่าจะนำเข้าแอลพีจีตั้งแต่เดือนมีนาคม เป็นต้นไป แต่ยังไม่รู้ปริมาณ
แหล่งข่าวจากวงการผู้ค้าแอลพีจี เปิดเผยว่า หากบริษัท สยามแก๊สนำเข้าแอลพีจีเข้ามาแล้ว จะส่งผลให้ธุรกิจค้าแอลพีจีในประเทศเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น และอาจจะเกิดเป็นสงครามราคาค้าปลีกแอลพีจีได้ เนื่องจากสยามแก๊สจัดหาแอลพีจีได้ในราคาถูก และมีศักยภาพในความพร้อมของกองเรือที่มีอยู่ แม้ว่าในแต่ละเดือนกบง.จะกำหนดราคานำเข้าแอลพีจีเป็นราคาตลาดโลกหรือซีพี บวกด้วยราคา X ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าการสูญเสีย และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอื่นๆ ก็ตาม(เดือนมกราคมซีพี อยู่ที่ 465 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน บวก X ที่ 43 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน) ซึ่งมองว่าในส่วนของค่า X นี้ทางสยามแก๊สจะดำเนินการหรือบริหารต้นทุนได้ถูกกว่า เพราะมีประสบการณ์ค้าแอลพีจีในต่างประเทศอยู่แล้ว ที่อาจจะหาแหล่งซื้อได้ในราคาต่ำกว่าราคาซีพีที่ประกาศ บวกกับต้นทุนการดำเนินการงานที่ต่ำกว่า
ขณะที่ปตท.ในเชิงลึกไม่ต้องการนำเข้าแอลพีจีเข้ามา เพราะต้องเปิดทางให้เอกชนนำเข้าเพื่อสนับสนุนนโยบายการเปิดเสรี ซึ่งจะทำให้ปตท.มีอำนาจในการตัดสินใจที่จะเลือกขายหรือไม่ขายเนื้อก๊าซแอลพีจีให้กับผู้ค้ารายใดก็ได้ เพราะถือว่าเป็นตลาดเสรีแล้วเหมือนกับธุรกิจน้ำมัน ดังนั้น ปตท.จะต้องมาบริหารการผลิตก๊าซแอลพีจีในประเทศที่มีอยู่ในมือว่าจะแข่งขันกับเอกชนที่นำเข้าได้อย่างไร
ดังนั้นมองว่าในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้หากสยามแก๊สนำเข้าแอลพีจีเข้ามาได้ จะทำให้ธุรกิจค้าแอลพีจีในประเทศมีความดุเดือดมากขึ้น เพราะคาดว่าสยามแก๊สคงต้องดัมพ์ราคาเนื้อก๊าซที่นำเข้ามาได้ในราคาถูกกว่าราคาในประเทศอย่างแน่นอน เพื่อมาแย่งลูกค้าของปตท.และรายอื่นๆ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันปตท.มีส่วนแบ่งตลาดค้าก๊าซหุงต้มประมาณ 48 % รองลงมาเป็นบริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยีฯ 18.2 % ยูนิคแก๊ส 11.16 % บริษัท สยามแก๊ส 9.22 % พี เอ พี แก๊ส 2.5 % เป็นต้น
นางจินตณา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทได้แจ้งปริมาณการจัดหาก๊าซแอลพีจีให้กรมธุรกิจพลังงานทราบแล้ว และจะเริ่มนำเข้าตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไปในประมาณ 4.4 หมื่นตัน หรือ 1 ลำเรือ เพื่อมาจำหน่ายภายในประเ
[caption id="attachment_126928" align="aligncenter" width="497"]
LPGปะทุผู้ค้าแห่นำเข้า ชิงส่วนแบ่งขาใหญ่ปตท.[/caption]
ทศ หลังจากที่ปตท.ได้โควตา การขายเนื้อก๊าซให้กับบริษัทไปบางส่วน เนื่องจากเห็นว่ามีศักยภาพที่จะนำเข้าเองได้
โดยเบื้องต้นบริษัทฯจะใช้เรือลอยลำแอลพีจี และนำเรือเล็กเข้าไปรับก๊าซฯ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องค่าเช่าคลังแอลพีจี จากคลังเขาบ่อยา ของปตท. ซึ่งแอลพีจีนี้บริษัทรับซื้อจากเทรดเดอร์ที่รับมาจากตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันบริษัทจำหน่ายในตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความกังวลหากนำมาขายในประเทศ แม้ว่าความต้องการแอลพีจีในประเทศช่วงนี้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายแอลพีจีในประเทศไทยอยู่ที่ 1 แสนตันต่อเดือน และยอดขายในต่างประเทศ 2-3 แสนตันต่อเดือน
ส่วนราคาแอลพีจีที่นำเข้ามานั้น คงไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นความลับทางการค้า แต่มองว่าด้วยศักยภาพที่มีอยู่และมีกองเรือของตัวเอง จะทำให้บริหารต้นทุนการดำเนินงานได้ถูกกกว่าเมื่อเทียบกับรายอื่นๆ
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การนำเข้าแอลพีจีของสยามแก๊สดังกล่าว ทางปตท.ยอมรับว่าจะมีต้นทุนค่าขนส่งในราคาต่ำกว่าที่ภาครัฐกำหนด สามารถที่จะนำเข้ามาดัมพ์ราคาแข่งกับแอลพีจีที่ผลิตในประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ปตท.ก็เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว เพราะจากปริมาณแอลพีจีที่นำเข้ามาถึง 4.4 หมื่นตัน คาดว่าสยามแก๊ส คงจะเข้ามารุกหรือชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มของสถานีบริการแอลพีจี และกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่มีระเบียบหรือเงื่อนไขในการขายเนื้อก๊าซให้กับแบรนด์อื่นๆ ได้
ในขณะที่ตลาดก๊าซหุงต้มครัวเรือน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ จะต้องส่งขายผ่านโรงบรรจุ ซึ่งมีกฎระเบียบที่จะต้องรับเนื้อก๊าซจากแบรนด์ที่สังกัดเท่านั้น หากสยามแก๊สจะรุกเข้าตลาดครัวเรือน คงจะเป็นเรื่องยาก เพราะจะต้องลงทุนทำถังแก๊สมากขึ้น เพื่อขยายตลาด
อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังเชื่อมั่นว่าจะรับมือกับสถานการณ์สงครามราคาที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะด้วยการบริการ และคุณภาพก๊าซฯ เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดให้ลูกค้ายังซื้อเนื้อก๊าซจากปตท.อยู่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560
นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เห็นชอบให้เปิดเสรีการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลวหรือแอลพีจีตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นไปนั้น โดยให้ผู้ค้าแอลพีจีกว่า 20 ราย จะต้องแจ้งการจัดหาแอลพีจีให้กรมธุรกิจพลังงานรับทราบทุกวันที่ 20 ของเดือน เพื่อบริหารจัดการแอลพีจีไม่ให้เกิดการขาดแคลน โดยเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา มีผู้ค้าได้แจ้งนำเข้าแอลพีจีมาจำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) นำเข้าในปริมาณ 4.4 หมื่นตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) นำเข้ามาเพื่อส่งออก ในปริมาณ 2.2 หมื่นตัน และบริษัท ยูนิคแก๊สฯ นำเข้าเพื่อส่งออกในปริมาณ 3,000 ตัน
โดยทั้งหมดนี้จะมีการนำเข้าแอลพีจีตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ในขณะที่เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ จะไม่มีการนำเข้า เนื่องจากยังมีเนื้อก๊าซเหลือจากการนำเข้ามาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ประกอบกับ การประกาศนโยบายนำเข้าแอลพีจีเสรี เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา กระชันชิดมากเกินไป ทำให้ผู้ค้า ไม่สามารถจัดหาแอลพีจีที่อยู่ในภูมิภาคนี้ได้ เพราะมีการตกลงซื้อขายกับรายอื่นๆ ไปหมดแล้ว
ทั้งนี้ การนำเข้าแอลพีจีเสรีจะทำให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจแอลพีจีเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันผูกขาดอยู่กับปตท.เพียงเจ้าเดียวที่ผู้ค้าจะต้องรับเนื้อก๊าซแอลพีจีจากปตท.เท่านั้น โดยเบื้องต้นบริษัท สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่าจะนำเข้าแอลพีจีตั้งแต่เดือนมีนาคม เป็นต้นไป แต่ยังไม่รู้ปริมาณ
แหล่งข่าวจากวงการผู้ค้าแอลพีจี เปิดเผยว่า หากบริษัท สยามแก๊สนำเข้าแอลพีจีเข้ามาแล้ว จะส่งผลให้ธุรกิจค้าแอลพีจีในประเทศเกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น และอาจจะเกิดเป็นสงครามราคาค้าปลีกแอลพีจีได้ เนื่องจากสยามแก๊สจัดหาแอลพีจีได้ในราคาถูก และมีศักยภาพในความพร้อมของกองเรือที่มีอยู่ แม้ว่าในแต่ละเดือนกบง.จะกำหนดราคานำเข้าแอลพีจีเป็นราคาตลาดโลกหรือซีพี บวกด้วยราคา X ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าการสูญเสีย และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอื่นๆ ก็ตาม(เดือนมกราคมซีพี อยู่ที่ 465 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน บวก X ที่ 43 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน) ซึ่งมองว่าในส่วนของค่า X นี้ทางสยามแก๊สจะดำเนินการหรือบริหารต้นทุนได้ถูกกว่า เพราะมีประสบการณ์ค้าแอลพีจีในต่างประเทศอยู่แล้ว ที่อาจจะหาแหล่งซื้อได้ในราคาต่ำกว่าราคาซีพีที่ประกาศ บวกกับต้นทุนการดำเนินการงานที่ต่ำกว่า
ขณะที่ปตท.ในเชิงลึกไม่ต้องการนำเข้าแอลพีจีเข้ามา เพราะต้องเปิดทางให้เอกชนนำเข้าเพื่อสนับสนุนนโยบายการเปิดเสรี ซึ่งจะทำให้ปตท.มีอำนาจในการตัดสินใจที่จะเลือกขายหรือไม่ขายเนื้อก๊าซแอลพีจีให้กับผู้ค้ารายใดก็ได้ เพราะถือว่าเป็นตลาดเสรีแล้วเหมือนกับธุรกิจน้ำมัน ดังนั้น ปตท.จะต้องมาบริหารการผลิตก๊าซแอลพีจีในประเทศที่มีอยู่ในมือว่าจะแข่งขันกับเอกชนที่นำเข้าได้อย่างไร
ดังนั้นมองว่าในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้หากสยามแก๊สนำเข้าแอลพีจีเข้ามาได้ จะทำให้ธุรกิจค้าแอลพีจีในประเทศมีความดุเดือดมากขึ้น เพราะคาดว่าสยามแก๊สคงต้องดัมพ์ราคาเนื้อก๊าซที่นำเข้ามาได้ในราคาถูกกว่าราคาในประเทศอย่างแน่นอน เพื่อมาแย่งลูกค้าของปตท.และรายอื่นๆ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันปตท.มีส่วนแบ่งตลาดค้าก๊าซหุงต้มประมาณ 48 % รองลงมาเป็นบริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยีฯ 18.2 % ยูนิคแก๊ส 11.16 % บริษัท สยามแก๊ส 9.22 % พี เอ พี แก๊ส 2.5 % เป็นต้น
นางจินตณา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทได้แจ้งปริมาณการจัดหาก๊าซแอลพีจีให้กรมธุรกิจพลังงานทราบแล้ว และจะเริ่มนำเข้าตั้งแต่เดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไปในประมาณ 4.4 หมื่นตัน หรือ 1 ลำเรือ เพื่อมาจำหน่ายภายในประเ
[caption id="attachment_126928" align="aligncenter" width="497"]
ทศ หลังจากที่ปตท.ได้โควตา การขายเนื้อก๊าซให้กับบริษัทไปบางส่วน เนื่องจากเห็นว่ามีศักยภาพที่จะนำเข้าเองได้
โดยเบื้องต้นบริษัทฯจะใช้เรือลอยลำแอลพีจี และนำเรือเล็กเข้าไปรับก๊าซฯ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องค่าเช่าคลังแอลพีจี จากคลังเขาบ่อยา ของปตท. ซึ่งแอลพีจีนี้บริษัทรับซื้อจากเทรดเดอร์ที่รับมาจากตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันบริษัทจำหน่ายในตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความกังวลหากนำมาขายในประเทศ แม้ว่าความต้องการแอลพีจีในประเทศช่วงนี้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจ ปัจจุบันบริษัทมียอดขายแอลพีจีในประเทศไทยอยู่ที่ 1 แสนตันต่อเดือน และยอดขายในต่างประเทศ 2-3 แสนตันต่อเดือน
ส่วนราคาแอลพีจีที่นำเข้ามานั้น คงไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นความลับทางการค้า แต่มองว่าด้วยศักยภาพที่มีอยู่และมีกองเรือของตัวเอง จะทำให้บริหารต้นทุนการดำเนินงานได้ถูกกกว่าเมื่อเทียบกับรายอื่นๆ
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การนำเข้าแอลพีจีของสยามแก๊สดังกล่าว ทางปตท.ยอมรับว่าจะมีต้นทุนค่าขนส่งในราคาต่ำกว่าที่ภาครัฐกำหนด สามารถที่จะนำเข้ามาดัมพ์ราคาแข่งกับแอลพีจีที่ผลิตในประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ปตท.ก็เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว เพราะจากปริมาณแอลพีจีที่นำเข้ามาถึง 4.4 หมื่นตัน คาดว่าสยามแก๊ส คงจะเข้ามารุกหรือชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มของสถานีบริการแอลพีจี และกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่มีระเบียบหรือเงื่อนไขในการขายเนื้อก๊าซให้กับแบรนด์อื่นๆ ได้
ในขณะที่ตลาดก๊าซหุงต้มครัวเรือน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ จะต้องส่งขายผ่านโรงบรรจุ ซึ่งมีกฎระเบียบที่จะต้องรับเนื้อก๊าซจากแบรนด์ที่สังกัดเท่านั้น หากสยามแก๊สจะรุกเข้าตลาดครัวเรือน คงจะเป็นเรื่องยาก เพราะจะต้องลงทุนทำถังแก๊สมากขึ้น เพื่อขยายตลาด
อย่างไรก็ตาม ปตท.ยังเชื่อมั่นว่าจะรับมือกับสถานการณ์สงครามราคาที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะด้วยการบริการ และคุณภาพก๊าซฯ เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดให้ลูกค้ายังซื้อเนื้อก๊าซจากปตท.อยู่
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,230 วันที่ 26 - 28 มกราคม 2560






