thansettakij
thansettakij
กูรูจี้รัฐยกระดับสู่นวัตกรรม หนุนองค์กรอิสระคุมตลาดผูกขาด-สร้างระบบการแข่งขัน

กูรูจี้รัฐยกระดับสู่นวัตกรรม หนุนองค์กรอิสระคุมตลาดผูกขาด-สร้างระบบการแข่งขัน

08 พ.ย. 59 | 06:00 น.
นักเศรษฐศาสตร์ จี้ภาครัฐสร้างกลไกการแข่งขัน ลดการผูกขาดตลาด แนะตั้งองค์กรอิสระดูแล หวังช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศสู่นวัตกรรม หลังติดกับดักตัวเองกดจีดีพีไม่ขยายตัว ชี้อย่าเน้นแต่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ต้องดูแลโครงสร้างกฎหมายควบคู่

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (บมจ.) ได้กล่าวถึงบทวิจัยเรื่อง “บทบาทภาครัฐภายใต้บริบทใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ว่า ประเทศไทยปัจจุบันถึงเวลาที่จะต้องทบทวนบทบาทผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจใหม่หลังจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบันเหลือเพียงอยู่ที่ 3-4% ภายใต้ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของสังคมผู้สูงอายุ การลงทุน และการส่งออกที่เติบโตน้อยลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้โครงสร้างสถาบันเศรษฐกิจไทยวิ่งตามระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไม่ทัน

ทั้งนี้ ระดับการพัฒนาของประเทศมีอยู่ด้วยกัน 3 ลำดับ คือ 1.เริ่มแรกการขุดทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ 2.การใส่ปริมาณลงไป หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการใส่ปัจจัยการผลิต ได้แก่แรงงานและทุน เพื่อเปลี่ยนทรัพยากรเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง และ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานและทุนผ่านการปรับใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงติดอยู่ในระดับขั้นที่ 2 เพื่อขึ้นไปสู่ระดับขั้นที่ 3 เพื่อนำมาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถก้าวผ่านไปสู่ระดับขั้นที่ 3 ในเรื่องของคุณภาพ หรือ นวัตกรรม (Innovation) จะเป็นเรื่องของการผูกขาด เช่น เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น จะไม่แข่งขันที่คุณภาพและนวัตกรรม แต่จะเป็นการแข่งขันด้านราคา เพื่อสร้างอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากตราบใดที่ผู้ผลิตยังคิดว่าทุกคนยังใช้ของที่ตนผลิต จะไม่มีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ส่งผลให้ไทยได้คะแนนค่อนข้างต่ำในหมวดระดับการพัฒนาด้านนวัตกรรมอยู่ที่ 3.4 จาก 7 คะแนน และการพัฒนาเชิงสถาบันอยู่ที่ 3.7 จาก 7 คะแนน เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วจะอยู่ที่ 4.6 และ 5 คะแนนตามลำดับ ขณะที่การแข่งขันโดยรวมทุกด้านของประเทศไทยจะอยู่ที่ 4.6 คะแนน

ดังนั้น จึงเห็นประเทศไทยยังคงติดกับดักตัวเองจากระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ซึ่งต้องให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทต่อระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการเป็น มือขยัน และ เป็นผู้สร้างระบบ ซึ่งการเป็นมือขยันจะต้องไม่ทำมากเกินไปจนสร้างการบิดเบือนตลาด ส่วนผู้สร้างระบบ จะต้องสร้างแรงจูงใจและสร้างเงื่อนไขให้ผู้เล่นตัวจริงในระบบ เช่น นักลงทุนและผู้บริโภคเข้ามาแข่งขันในระบบและมีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยไม่จำเป็นต้องชี้ว่าอะไรควรเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่จะต้องสร้างทุกอุตสาหกรรมให้แข็งแรง โดยการสร้างนั้น จะต้องสร้างการแข่งขันให้เป็นธรรมในตลาด การเปลี่ยนความคิดของคนจากที่แข่งขันที่ราคามาเป็นการแข่งขันของใหม่ การพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้สามารถเข้าถึง และการสร้างระบบให้สำหรับผู้ที่พลาดให้กลับขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ จะเห็นว่าสิ่งที่ภาครัฐพยายามทำและปฏิรูปอยู่ จะเป็นเรื่องของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure) แต่ยังไม่ได้เข้าไปทำในเรื่องของ Soft Infrastructureเช่น ความซับซ้อนของกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย หรือการผูกขาดของตลาด เป็นต้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องทำ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านกับดักตัวเองในเรื่องการพัฒนาระดับเศรษฐกิจไปสู่คุณภาพหรือนวัตกรรม

เช่น การผูกขาด ปัจจุบันจะพบว่าไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลรับผิดชอบโดยตรง จึงจำเป็นต้องตั้งองค์กรอิสระเข้ามาดูแลและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อลดการผูกขาดของธุรกิจ แม้ว่าการผูกขาดจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) แต่จะเป็นเรื่องของการกีดกันผู้แข่งรายอื่นเข้ามาในตลาด อาทิ กรณี กสทช.ที่ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องคลื่นอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงไม่ให้มีการผูกขาดของตลาด โดยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน แม้ว่าในระบบจะมีผู้เล่นไม่กี่ราย ซึ่งที่ผ่านมาแม้ภาครัฐพยายามผลักดันการออกกฎหมาย แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้น จะต้องส่งเสริมให้สังคมตระหนักรู้ในเรื่องของการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดเป็นกระแสสังคม

“ประเทศไทยตอนนี้ติดกับดักตัวเองตกไปในหลุม เราจึงต้องเพิ่มบทบาทภาครัฐจากมือขยับมาเป็นผู้สร้างระบบ ซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะใช้เวลาน้อยกว่าเกาหลีที่ใช้เวลาหลุดพ้นกับดักตัวเองประมาณ 30 ปี เราน่าจะใช้เวลาน้อยกว่า โดยเราจะต้องเริ่มจากกระแสสังคมที่จะช่วยได้เร็วขึ้น เพราะตอนนี้การผูกขาดมีเกือบทุกตลาด รัฐควรสร้างกลไกแข่งขันผ่านคุณภาพและราคาที่เหมาะสม”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,207 วันที่ 6 - 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market