thansettakij
thansettakij
ฟินเทค-ไอทีความเสี่ยงปี60 แบงก์ลงทุนระบบเพิ่มเกราะป้องกันภัยธุรกรรมทางการเงิน

ฟินเทค-ไอทีความเสี่ยงปี60 แบงก์ลงทุนระบบเพิ่มเกราะป้องกันภัยธุรกรรมทางการเงิน

14 ต.ค. 59 | 06:00 น.
2 แบงก์ใหญ่ ส่องความเสี่ยงปี 60 “กสิกรไทย” มองฟินเทค กดดันธุรกรรมการเงินแข่งเดือด หนุนแบงก์เร่งปรับตัว ด้าน “ไทยพาณิชย์” ชี้ภัยการเงิน กระทบความเชื่อมั่น สั่งลงทุนไอทีเพิ่มเกราะป้องกัน เผยประเมิน “พร้อมเพย์” ฉุดรายได้ค่าฟีธุรกรรมโอนวูบ 4% แกลลัพชี้ค่ายเล็กชิงแชร์แบงก์ใหญ่ยํ้าช่องว่างทิ้งห่างแค่ 2-3% แนะเพิ่มกลุ่มที่มีความผูกพันสูง

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (บมจ.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้ธนาคารอยู่ระหว่างการทำแผนธุรกิจและความเสี่ยงในด้านต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางรองรับในปี 2560 คาดว่าแผนธุรกิจจะแล้วเสร็จภายในเร็วๆนี้ เพื่อที่จะเดินสายทำความเข้าใจกับพนักงานและนักลงทุน ต่อไป โดยเบื้องต้นกลยุทธ์ของกสิกรไทยจะยังคงรักษาการเติบโตด้านสินเชื่อ อยู่ที่ระดับใกล้เคียงในปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 5-6% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทรงตัวระดับไม่เกิน 3.5-3.6% แต่อาจจะมีขยับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่นิ่ง รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่จะพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มุ่งเน้นหรือกลุ่มใดที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น กลุ่มที่ใช้แรงงานมากเกี่ยวข้องกับส่งออก เป็นต้น ตลอดจนแผนการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่จะต้องเพียงพอรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น และแผนการบริหารเงินฝากและเงินกู้ให้สอดคล้องกัน

สำหรับประเด็นความเสี่ยงในปี 2560 มองว่าธีมหลักที่ธนาคารพาณิชย์ในระบบจะต้องเผชิญในปี 2560 นั้นจะเป็นเรื่องของฟินเทค (Financial Technology: FinTech) ที่จะเข้ามาแข่งขันอุตสาหกรรมธนาคารและธุรกรรมการเงินมากขึ้น โดยจะเห็นว่าปัจจุบันเรื่องของดิจิตอลแบงกิ้งเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ทำให้ลูกค้าธนาคารสามารถทำธุรกรรมออนไลน์บนมือถือแทนการไปสาขาธนาคาร ซึ่งแม้ว่าเรื่องของไอทีหรือเทคโนโลยีจะเข้ามามีส่วนเพิ่มทางเลือกมากขึ้นต่อผู้บริโภคและราคาที่ถูกลง แต่ในส่วนของธนาคารอาจกระทบต่อการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม ทำให้ธนาคารอาจจะต้องปรับตัวและหาแผนรองรับ

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้น เฉพาะบริการพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนในการทำธุรกรรมการโอนเงินสำหรับลูกค้า แต่เกิดผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากค่าธรรมเนียมและค่าบริการในอนาคต โดยประเมินว่า ภายหลังการใช้บริการพร้อมเพย์รายได้ในส่วนของค่าธรรมเนียมจะลดลงประมาณ 4% ของรายได้จากค่าธรรมเนียมทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าคนจะหันมาใช้พร้อมเพย์จำนวนมากหรือไม่ หากมีคนใช้พร้อมเพย์จำนวนมากกำไรอาจจะมากกว่าที่ประเมินไว้ได้โดยในปี 2558 ที่ผ่านมา ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมและค่าบริการสุทธิอยู่ที่ประมาณ 3.75 หมื่นล้านบาท

สอดคล้องกับนางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ประเมินความท้าทายภาคธนาคารพาณิชย์ในปี 2560 ว่า ภายหลังจากมีบริการรับและโอนเงินแบบใหม่หรือพร้อมเพย์นั้น พบว่า รายได้ค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4-5% ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมด

[caption id="attachment_105653" align="aligncenter" width="335"] กิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ กิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์[/caption]

ขณะที่ นางกิตติยา โตธนะเกษม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์มีการทดสอบและทำแบบประเมินความเสี่ยงทุกปี ซึ่งในปี 2560 เรื่องของเทคโนโลยีจะพลิกรูปแบบการดำเนินธุรกิจและการแข่งขันของระบบสถาบันการเงินมากขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารตระหนักถึงความปลอดภัยทางการเงินจึงต้องเตรียมตัวรองรับความเสี่ยงอาจจะเกิดขึ้นตามพัฒนาการที่รวดเร็วของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งปีนี้ธนาคารเพิ่มการลงทุนด้านไอทีเพิ่มขึ้นเป็น 15% หรือประมาณ 6,500 ล้านบาท ของกำไรสุทธิของธนาคารในปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่คาดจะลงทุนเพียง 6-7% ของกำไรสุทธิเท่านั้น

นอกจากการลงทุนด้านไอทีเพิ่มขึ้นแล้ว ผลจากการให้บริการพร้อมเพย์ที่จะเริ่มในปีนี้ และจะใช้บริการอย่างจริงจังในปี 2560 คาดว่าจะมีผลกระทบต่อรายได้ที่ได้จากค่าธรรมเนียมและค่าบริการของธนาคารให้ลดลงอย่างน้อย 4% ของมูลค่าธุรกรรมโอนเงินทั้งหมด โดยหากดูในปี 2558 ธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิอยู่ที่ 3.27 หมื่นล้านบาท

“วันนี้แบงก์มองว่าระบบด้านความปลอดภัยทางการเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ ซึ่งการมีระบบซิเคียวริตีที่ดี ถือเป็นสิ่งที่ป้องกันภัยต่างๆได้ เพราะอย่าลืมว่าเทคโนโลยีพัฒนาเร็ว การโจรกรรมต่างๆ พัฒนาเร็วยิ่งกว่า แม้วันนี้จะยังไม่เกิดผลกระทบ หรือเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น แต่เราเลือกที่จะลงทุนด้านไอทีเพิ่ม เพราะหากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่เพียงกระทบต่อแบงก์ แต่ยังกระทบความเชื่อมั่นผู้ใช้บริการทางการเงินกับแบงก์ด้วย"

นายวิภาส รทานจี ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส บริษัท แกลลัพ ในประเทศไทย กล่าวถึงผลวิจัย เจาะลึกมุมมองและพฤติกรรมของลูกค้ารายย่อยของธนาคารไทยปี 2559 พบว่าจากการศึกษาตัวอย่าง 2,400 ตัวอย่าง สามารถแบ่งลูกค้าเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความผูกพันกับธนาคารมีอยู่ 24% กลุ่มลูกค้าที่รู้สึกเฉยๆ กับธนาคารมีอยู่ 61% และกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีความรู้สึกผูกพันเลยประมาณ 15% ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการกับธนาคารเลือกใช้เหตุและผลมีสัดส่วนเพียง 30% ที่เหลือเป็นการตัดสินใจผ่านอารมณ์และความรู้สึก ในแง่ของการประกอบธุรกิจพบว่าลูกค้าที่มีความผูกพันสูงจะสร้างรายได้ประจำปีให้กับธนาคารหลักมากกว่าลูกค้าที่ไม่ผูกพันเลย 37%

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ยังสะท้อนว่า หากธนาคารเลือกลงทุนกับลูกค้ากลุ่มที่มีความผูกพันสูงในจำนวน 100 บาท จะได้รับผลตอบแทนคืนกลับมาจำนวน 123 บาท หากลงทุนในกลุ่มที่ไม่มีความผูกพันเลยจะได้รับคืนกลับมาเพียง 87 บาทเท่านั้น ถือว่าขาดทุนจากการลงทุน แต่หากเลือกลงทุนในกลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 61% จะได้รับกลับคืนมาเท่าเดิมในอัตรา 100 บาท ซึ่งสัดส่วนลูกค้ากลุ่มที่มีความผูกพันในอัตรา 24% ถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา หรือมาเลเซียมีสัดส่วนความผูกพัน 28%

อย่างไรก็ดี จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการแข่งขันที่จะมีมากขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และเล็กมีช่องว่างของอัตราความผูกพันไม่มากอยู่ที่ประมาณ 2-3% ดังนั้น วันนี้ธนาคารขนาดใหญ่ยังคงครองส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์) แต่เชื่อว่าในไม่ช้าธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กจะชิงแชร์ได้ หากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ไม่เร่งปรับตัว รวมถึงการพัฒนาที่ก้าวสู่ฟินเทคและไอทีโดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen X,Y) ที่ต้องการความเอาใจใส่แม้ไม่ต้องเทียบเท่ากลุ่มความมั่งคั่ง (Wealth Management) แต่หากธนาคารสามารถเข้าถึงกลุ่มนี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนความผูกได้ดีขึ้น ขณะที่อนาคตธนาคารต้องมีการโยกตำแหน่งและเพิ่มทักษะในงานใหม่กับทิศทางดิจิตอลที่จะเข้ามามีบทบาทโดยคาดว่า 6-8 ปีเหมือนสิงคโปร์ เพราะคนไทย 70-80% ยังคงเดินเข้าสาขาที่เหลือ 20% จะทำธุรกรรมผ่านดิจิตอล

Photo : Pixabay ภาพปกไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,200 วันที่ 13 - 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market