
‘เจริญ’ ชู ‘ไทคอน’ ฮับ‘โลจิสติกส์’อาเซียน
เป็นไปตามคาดเสี่ย “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ส่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มเข้าถือหุ้นบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น จำกัด (มหาชน)(บมจ.) หรือ TICON ผู้ประกอบธุรกิจก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้าให้เช่า และขายในนิคมอุตสาหกรรม
[caption id="attachment_105917" align="aligncenter" width="700"]
ฐานะและผลดำเนินงาน บมจ.ไทคอนฯ[/caption]
ทั้งนี้คณะกรรมการหรือบอร์ดไทคอนอนุมัติเพิ่มทุน และจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 735 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ18 บาทมูลค่ารวม 1.32 หมื่นล้านบาทให้แก่ บริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือ เฟรเซอร์ เซ็นเตอร์พอยท์ ลิมิเต็ด หรือ FCL หนึ่งในบริษัทผู้นำแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ จากสิงคโปร์
FCL เป็นบริษัทที่เสี่ยเจริญได้มาจากการเทคโอเวอร์ บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟฯ หรือ F&N บริษัทอาหาร เครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปี 2556
ดีลที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทั้ง 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ประโยชน์ดังนี้ TICON ซึ่งได้ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ คือ เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่จะถือหุ้นอันดับ 1 ในสัดส่วน 40 % จากปัจจุบันที่บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ หรือ ROJNA ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1ใน TICON สัดส่วน 43.55% ได้เงินเพื่อขยายการลงทุนต่อไป
“วีรพันธ์ พูลเกษ” กรรมการผู้จัดการ TICON กล่าวว่า หลังได้เงินเพิ่มทุนจะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงิน และประสานความร่วมมือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมแถวหน้าของอาเซียน
“การร่วมลงทุนระหว่างไทคอนและ FCL ในครั้งนี้ จะเป็นการเสริมพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการขยายการลงทุนพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบภูมิภาคอาเซียน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม และ เมียนมา เป็นต้น”
“วีรพันธ์” กล่าวว่า สำหรับ FCL เองนั้น วัตถุประสงค์ในการลงทุนครั้งนี้นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างการเติบโตในต่างประเทศและสร้างรายได้ของกลุ่ม FCL อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายที่ FCL พิจารณาเลือกในการสร้างตลาดรอง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน และยังมีปัจจัยหนุนให้เกิดการเติบโตด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในเชิงบวกได้ในระยะยาว ซึ่งการลงทุนในกลุ่มไทคอนครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ไทคอน และ FCL สามารถต่อยอดการขยายธุรกิจไปสู่ผู้นำในธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมให้เติบโตในประเทศไทยและตลาดอาเซียนได้เป็นอย่างดี
ด้าน”อมรา เจริญกิจวัฒนกุล” กรรมการ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าวว่า ทิศทางของ TICON หลังได้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ ตัวธุรกิจหลังจากที่ปรับสัดส่วนหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ยังคงเหมือนเดิมมีโรงงานสำเร็จรูป มีคลังสินค้า ซึ่งเป้าหมายของผู้บริหารเดิมได้มองตั้งแต่แรกว่าจะเป็นฮับโลจิสติกส์ในอาเซียนก็น่าจะสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป
แง่ของ ROJNA หลังลดสัดส่วนหุ้นใน TICON ลง คงไม่ขยับตัวในแง่การลงทุนในช่วงนี้เพราะเศรษฐกิจไม่ดี และจะขอประคองตัวดูแลธุรกิจที่มีอยู่ให้ดีก่อน
FCL เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559) โดยมีธุรกิจหลักในการพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท อาทิ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรม ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม โดยมีธุรกิจหลักในประเทศสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโรงแรม ครอบคลุมกว่า 80 หัวเมืองทั่วโลก ในเอเชียเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย ทวีปยุโรป และภูมิภาคตะวันออกกลาง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,200 วันที่ 13 - 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_105917" align="aligncenter" width="700"]
ทั้งนี้คณะกรรมการหรือบอร์ดไทคอนอนุมัติเพิ่มทุน และจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 735 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ18 บาทมูลค่ารวม 1.32 หมื่นล้านบาทให้แก่ บริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือ เฟรเซอร์ เซ็นเตอร์พอยท์ ลิมิเต็ด หรือ FCL หนึ่งในบริษัทผู้นำแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ จากสิงคโปร์
FCL เป็นบริษัทที่เสี่ยเจริญได้มาจากการเทคโอเวอร์ บริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟฯ หรือ F&N บริษัทอาหาร เครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปี 2556
ดีลที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทั้ง 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ประโยชน์ดังนี้ TICON ซึ่งได้ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ คือ เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่จะถือหุ้นอันดับ 1 ในสัดส่วน 40 % จากปัจจุบันที่บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ หรือ ROJNA ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1ใน TICON สัดส่วน 43.55% ได้เงินเพื่อขยายการลงทุนต่อไป
“วีรพันธ์ พูลเกษ” กรรมการผู้จัดการ TICON กล่าวว่า หลังได้เงินเพิ่มทุนจะทำให้บริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงิน และประสานความร่วมมือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมแถวหน้าของอาเซียน
“การร่วมลงทุนระหว่างไทคอนและ FCL ในครั้งนี้ จะเป็นการเสริมพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการขยายการลงทุนพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบภูมิภาคอาเซียน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศเวียดนาม และ เมียนมา เป็นต้น”
“วีรพันธ์” กล่าวว่า สำหรับ FCL เองนั้น วัตถุประสงค์ในการลงทุนครั้งนี้นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างการเติบโตในต่างประเทศและสร้างรายได้ของกลุ่ม FCL อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยถือเป็นเป้าหมายที่ FCL พิจารณาเลือกในการสร้างตลาดรอง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน และยังมีปัจจัยหนุนให้เกิดการเติบโตด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในเชิงบวกได้ในระยะยาว ซึ่งการลงทุนในกลุ่มไทคอนครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ไทคอน และ FCL สามารถต่อยอดการขยายธุรกิจไปสู่ผู้นำในธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมให้เติบโตในประเทศไทยและตลาดอาเซียนได้เป็นอย่างดี
ด้าน”อมรา เจริญกิจวัฒนกุล” กรรมการ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าวว่า ทิศทางของ TICON หลังได้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ ตัวธุรกิจหลังจากที่ปรับสัดส่วนหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ยังคงเหมือนเดิมมีโรงงานสำเร็จรูป มีคลังสินค้า ซึ่งเป้าหมายของผู้บริหารเดิมได้มองตั้งแต่แรกว่าจะเป็นฮับโลจิสติกส์ในอาเซียนก็น่าจะสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ไป
แง่ของ ROJNA หลังลดสัดส่วนหุ้นใน TICON ลง คงไม่ขยับตัวในแง่การลงทุนในช่วงนี้เพราะเศรษฐกิจไม่ดี และจะขอประคองตัวดูแลธุรกิจที่มีอยู่ให้ดีก่อน
FCL เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2559) โดยมีธุรกิจหลักในการพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท อาทิ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรม ที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม โดยมีธุรกิจหลักในประเทศสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโรงแรม ครอบคลุมกว่า 80 หัวเมืองทั่วโลก ในเอเชียเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย ทวีปยุโรป และภูมิภาคตะวันออกกลาง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,200 วันที่ 13 - 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559






