
Search for Yield เป็นสิ่งที่นักลงทุน (ไทย) ควรทำ
ช่วงนี้หัวข้อ Search for Yield ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยๆ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาแสดงความเป็นห่วง ว่าอาจจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินประเทศ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังได้นำประเด็นนี้มาเป็นปัจจัยในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกด้วย
"Search for Yield" เป็นลักษณะที่นักลงทุนแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดยแลกกับการยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเกิดในภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดตํ่ามากเป็นเวลานาน จนทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน (เช่น กองทุนรวม บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ) จำเป็นต้องลงทุนในหลักทรัพย์ เครื่องมือทางการเงิน หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อรักษาผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ให้ตํ่ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งหากตัดสินใจลงทุนเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไปถึงจุดที่ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ จนทำให้เกิดขาดทุนอย่างมาก และอาจลุกลามไปถึงเสถียรภาพระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจได้
ปัจจุบัน ภาวะ Search for Yield ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก หลังจากประเทศอุตสาหกรรมหลักได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจอย่างสุดตัว รวมทั้งมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยตํ่ามากเป็นประวัติการณ์ โดยตั้งแต่ปี 2557 ธนาคารกลางกลุ่มประเทศยุโรป (European Central Bank) ได้เริ่มประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบ และประกาศลดอัตราดอกเบี้ยให้ลบลึกลงไปอีกหลายครั้ง รวมไปถึงเดนมาร์ค สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ ก็ได้ประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบเช่นกัน และล่าสุดเมื่อต้นปี 2559 ญี่ปุ่นก็ประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบสำหรับเงินฝากที่ธนาคารสำรองไว้ที่ธนาคารกลาง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั่วโลกตํ่าลงมากอย่างเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
[caption id="attachment_105703" align="aligncenter" width="700"]
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (%)[/caption]
สำหรับประเทศไทยนั้น ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้จะลดลงอย่างมาก แต่ถือว่ายังไม่ตํ่าจนเกือบถึงศูนย์ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% และล่าสุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะเวลา 1 – 20 ปี อยู่ที่ระหว่าง 1.41% - 2.65% ลดลงมาก จากเดือนธันวาคม 2556 ที่เท่ากับ 2.35% - 4.36% โดยเส้นอัตราผลตอบแทนมีความชันน้อยลง พันธบัตรอายุคงเหลือ 10 ปี และ 20 ปี มีอัตราผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตรอายุคงเหลือ 1 ปี เพียง 0.60% และ 1.24% เทียบกับ 1.62% และ 2.00% ในเดือนธันวาคม 2556 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงสภาพคล่อง จากการถือพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น จึงเรียกค่าชดเชยความเสี่ยงน้อยลง และคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะอันใกล้
[caption id="attachment_105702" align="aligncenter" width="700"]
ค่าชดเชยความเสี่ยง[/caption]
ด้านหุ้นกู้เอกชน พบว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ลดลง แสดงว่านักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยในเดือนมิถุนายน 2559 หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิต AAA มี Risk Premium 39.09 basis points ลดลงจาก 70.61 basis points ในเดือนธันวาคม 2556 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า หุ้นกู้ AA และ A มี Risk Premium ลดลงไม่มากเท่ากับหุ้นกู้ AAA ในขณะที่หุ้นกู้ BBB นักลงทุนกลับต้องการ Risk Premium สูงขึ้น จาก 169.97 basis points เป็น 250.35 basis points สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนยังมีความมั่นใจในหุ้นกู้อันดับเครดิตสูงมากกว่า และเห็นว่าหุ้นกู้อันดับเครดิต BBB มีความเสี่ยงสูงขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคง Search for Yield อย่างรอบคอบ ไม่ยอมแลกผลตอบแทนที่สูงขึ้นกับคุณภาพเครดิตที่ตํ่าลง สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของต่างประเทศ ที่พบว่าพฤติกรรม Search for Yield ของนักลงทุนในยุโรปและอเมริกาได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยมีการคำนึงถึงความเสี่ยงด้านเครดิตมากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน และนักลงทุนในอเมริกาเป็นกลุ่มที่มีการขายทิ้งเงินลงทุนคุณภาพเครดิตตํ่าสุดมากที่สุดในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานว่าพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Search for Yield) ของนักลงทุนยังมีอยู่ต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่สัญญาณของการประเมินความเสี่ยงที่ตํ่าเกินไป (Underpricing of Risks) ยังมีจำกัด รวมทั้งได้มีการติดตามเฝ้าระวังความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินอย่างใกล้ชิด และประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่กำกับดูแลการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. (กำกับกองทุนรวม) สำนักงาน คปภ. (กำกับบริษัทประกัน) ทำให้เชื่อมั่นว่าความเสี่ยงจาก Search for Yield ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม เมื่อมองถึงพัฒนาการของระบบการเงินไทย กลับพบว่าผู้ออมเงินของไทยยังคงฝากเงินธนาคารโดยได้รับดอกเบี้ยอันแสนน้อยนิดมากเกินไป (12.2 ล้านล้านบาท) ลงทุนในกองทุนรวมน้อยไป เพียง 4.4 ล้านล้านบาท หรือ 36% ของยอดเงินฝาก ทั้งที่กองทุนรวมเกินกว่าครึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างตํ่า และตลาดตราสารหนี้ไทยที่มียอดคงค้าง 10.4 ล้านล้านบาท เป็นตราสารหนี้ภาครัฐถึง 75% เป็นตราสารภาคเอกชนเพียง 25% ไม่มีตราสารหลากหลายที่มีความเสี่ยงตํ่าและอัตราผลตอบแทนที่น่าพอใจให้เลือกลงทุนมากนัก เช่น ตราสารการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ตราสารที่มีหลักประกัน เป็นต้น
ดังนั้น เราอาจจะต้องมองในมุมกลับ เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเรา โดยการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ใช้พฤติกรรม Search for Yield ให้เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาตลาดการเงินของไทย สร้างองค์ความรู้ และสนับสนุน ให้นักลงทุนไทยมีโอกาสแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่มากขึ้นในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลเป็นพี่เลี้ยง เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,200 วันที่ 13 - 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559
"Search for Yield" เป็นลักษณะที่นักลงทุนแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดยแลกกับการยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเกิดในภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดตํ่ามากเป็นเวลานาน จนทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน (เช่น กองทุนรวม บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ) จำเป็นต้องลงทุนในหลักทรัพย์ เครื่องมือทางการเงิน หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อรักษาผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ให้ตํ่ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งหากตัดสินใจลงทุนเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะไปถึงจุดที่ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ จนทำให้เกิดขาดทุนอย่างมาก และอาจลุกลามไปถึงเสถียรภาพระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจได้
ปัจจุบัน ภาวะ Search for Yield ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก หลังจากประเทศอุตสาหกรรมหลักได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจอย่างสุดตัว รวมทั้งมีการประกาศอัตราดอกเบี้ยตํ่ามากเป็นประวัติการณ์ โดยตั้งแต่ปี 2557 ธนาคารกลางกลุ่มประเทศยุโรป (European Central Bank) ได้เริ่มประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบ และประกาศลดอัตราดอกเบี้ยให้ลบลึกลงไปอีกหลายครั้ง รวมไปถึงเดนมาร์ค สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ ก็ได้ประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบเช่นกัน และล่าสุดเมื่อต้นปี 2559 ญี่ปุ่นก็ประกาศอัตราดอกเบี้ยติดลบสำหรับเงินฝากที่ธนาคารสำรองไว้ที่ธนาคารกลาง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ทั่วโลกตํ่าลงมากอย่างเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
[caption id="attachment_105703" align="aligncenter" width="700"]
สำหรับประเทศไทยนั้น ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้จะลดลงอย่างมาก แต่ถือว่ายังไม่ตํ่าจนเกือบถึงศูนย์ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.50% และล่าสุดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะเวลา 1 – 20 ปี อยู่ที่ระหว่าง 1.41% - 2.65% ลดลงมาก จากเดือนธันวาคม 2556 ที่เท่ากับ 2.35% - 4.36% โดยเส้นอัตราผลตอบแทนมีความชันน้อยลง พันธบัตรอายุคงเหลือ 10 ปี และ 20 ปี มีอัตราผลตอบแทนมากกว่าพันธบัตรอายุคงเหลือ 1 ปี เพียง 0.60% และ 1.24% เทียบกับ 1.62% และ 2.00% ในเดือนธันวาคม 2556 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงสภาพคล่อง จากการถือพันธบัตรระยะยาวมากขึ้น จึงเรียกค่าชดเชยความเสี่ยงน้อยลง และคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะอันใกล้
[caption id="attachment_105702" align="aligncenter" width="700"]
ด้านหุ้นกู้เอกชน พบว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ลดลง แสดงว่านักลงทุนยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยในเดือนมิถุนายน 2559 หุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิต AAA มี Risk Premium 39.09 basis points ลดลงจาก 70.61 basis points ในเดือนธันวาคม 2556 ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า หุ้นกู้ AA และ A มี Risk Premium ลดลงไม่มากเท่ากับหุ้นกู้ AAA ในขณะที่หุ้นกู้ BBB นักลงทุนกลับต้องการ Risk Premium สูงขึ้น จาก 169.97 basis points เป็น 250.35 basis points สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนยังมีความมั่นใจในหุ้นกู้อันดับเครดิตสูงมากกว่า และเห็นว่าหุ้นกู้อันดับเครดิต BBB มีความเสี่ยงสูงขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคง Search for Yield อย่างรอบคอบ ไม่ยอมแลกผลตอบแทนที่สูงขึ้นกับคุณภาพเครดิตที่ตํ่าลง สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของต่างประเทศ ที่พบว่าพฤติกรรม Search for Yield ของนักลงทุนในยุโรปและอเมริกาได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยมีการคำนึงถึงความเสี่ยงด้านเครดิตมากกว่าผลตอบแทนจากการลงทุน และนักลงทุนในอเมริกาเป็นกลุ่มที่มีการขายทิ้งเงินลงทุนคุณภาพเครดิตตํ่าสุดมากที่สุดในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้รายงานว่าพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (Search for Yield) ของนักลงทุนยังมีอยู่ต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่สัญญาณของการประเมินความเสี่ยงที่ตํ่าเกินไป (Underpricing of Risks) ยังมีจำกัด รวมทั้งได้มีการติดตามเฝ้าระวังความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินอย่างใกล้ชิด และประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่กำกับดูแลการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน เช่น สำนักงาน ก.ล.ต. (กำกับกองทุนรวม) สำนักงาน คปภ. (กำกับบริษัทประกัน) ทำให้เชื่อมั่นว่าความเสี่ยงจาก Search for Yield ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวลแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม เมื่อมองถึงพัฒนาการของระบบการเงินไทย กลับพบว่าผู้ออมเงินของไทยยังคงฝากเงินธนาคารโดยได้รับดอกเบี้ยอันแสนน้อยนิดมากเกินไป (12.2 ล้านล้านบาท) ลงทุนในกองทุนรวมน้อยไป เพียง 4.4 ล้านล้านบาท หรือ 36% ของยอดเงินฝาก ทั้งที่กองทุนรวมเกินกว่าครึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างตํ่า และตลาดตราสารหนี้ไทยที่มียอดคงค้าง 10.4 ล้านล้านบาท เป็นตราสารหนี้ภาครัฐถึง 75% เป็นตราสารภาคเอกชนเพียง 25% ไม่มีตราสารหลากหลายที่มีความเสี่ยงตํ่าและอัตราผลตอบแทนที่น่าพอใจให้เลือกลงทุนมากนัก เช่น ตราสารการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ตราสารที่มีหลักประกัน เป็นต้น
ดังนั้น เราอาจจะต้องมองในมุมกลับ เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของเรา โดยการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ใช้พฤติกรรม Search for Yield ให้เป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาตลาดการเงินของไทย สร้างองค์ความรู้ และสนับสนุน ให้นักลงทุนไทยมีโอกาสแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่มากขึ้นในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลเป็นพี่เลี้ยง เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,200 วันที่ 13 - 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559






