
ไตรภาคีชี้ชะตาถ่านหินต.ค.นี้ กฟผ.ลุ้นหากไม่ผ่านต้องย้ายพื้นที่โรงไฟฟ้าเป็นก๊าซ
กฟผ.ลุ้นไตรภาคี ชี้ชะตาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ภายในเดือนตุลาคมนี้ หวั่นหากสร้างไม่ได้ต้องย้ายพื้นที่เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฯแทน และเสี่ยงต่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ไม่พอ จากปัญหาความล่าช้า และต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาผลิตไฟฟ้าเพิ่ม รวมถึงพร้อมยกเลิกเปิดซองประมูลการก่อสร้าง3.2 หมื่นล้านบาท หากต้องยุติโครงการ
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปออกมาในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ หากสุดท้ายแล้วการตัดสินใจของภาครัฐอนุมัติโครงการลงทุนดังกล่าว ทาง กฟผ. จะดำเนินการรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ต่อ จากนั้นจะเริ่มกลับมาดูสัญญาก่อสร้างต่อไป ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเลื่อนออกจากแผนร่วม 2 ปีแล้ว
แต่หากเกิดกรณีที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน กฟผ. ก็เตรียมแผนรองรับ โดยเฉพาะในช่วงผู้ว่า กฟผ. ชุดก่อนที่ศึกษาพื้นที่ลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ แถบอันดามันไว้ 3-4 แห่ง เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนที่มีความกังวลว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อาจเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ยังมีความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้ ในการรองรับการเติบโตการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 5 % หากก่อสร้างไม่ทันก็จะส่งผลต่อความเสี่ยงด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา ทางชุมชนก็ต้องการให้เดินหน้า แต่ยังไม่แสดงออกมากนัก แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล
ทั้งนี้ หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และอาจลามไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา อีก 2,000เมกะวัตต์ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว จะส่งผลให้บริษัท ปตท.ต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเขามาเป็นจำนวนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็ทราบว่าทางปตท.ได้มีแผนรองรับในส่วนนี้ไว้แล้วเช่นกัน
"เป็นเรื่องเสียดายหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งในช่วงการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ทาง กฟผ. ต้องหยุดลงพื้นที่ และหากต้องปรับแผนเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในพื้นที่อื่น ก็คงต้องเลื่อนจากแผน 3-4 ปี จากเดิมที่คาดว่าโรงไฟฟ้ากระบี่จะเข้าระบบปี 2562 ก็คงจะเป็นปี 2565-2566 ขณะที่พื้นที่จังหวัดกระบี่ก็ไม่เหมาะสมที่จะทำโรงไฟฟ้าก๊าซ ส่วนพื้นที่อำเภอจะนะ ก็แน่นแล้ว โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เนื่องจากโรงไฟฟ้าต้องใช้น้ำมาก ดังนั้น กฟผ. ไม่ต้องการรบกวนชุมชน จึงไม่ควรมีโรงไฟฟ้ามากกว่านี้ อย่างไรก็ตามคงต้องรอผลพิจารณาจากคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งจะมีข้อสรุปและเสนอนายกรัฐมนตรีได้ภายในเดือนตุลาคมนี้"
นายกรศิษฏ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการเปิดซองราคาโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 กลุ่มกิจการค้าร่วม พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เสนอราคาต่ำสุดที่ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดย กฟผ. ได้ระบุใน เงื่อนไขการออกเอกสารสนองรับราคาไว้อย่างชัดเจนว่าจะออกเอกสารสนองรับราคาเมื่อโครงการได้รับความเห็นชอบรายงานอีเอชไอเอ จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนด รวมถึงได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการจากรัฐบาลครบถ้วนแล้วเท่านั้น หากรายงานอีเอชไอเอไม่ผ่านการพิจารณาและคณะรัฐมนตรี ไม่อนุมัติการดำเนินโครงการ กฟผ. จะยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว
สำหรับความคืบหน้าโครงการคลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลเอ็นจี) ขนาด 5 ล้านตัน ที่กฟผ. จะดำเนินการเอง ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและสรุปเงินลงทุน ซึ่งเบื้องต้นต้นพบว่าต้นทุนจัดหาแอลเอ็นจีถูกกว่าราคารับซื้อจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่ภาพรวมไม่ได้สนใจเรื่องราคามากนัก แต่มองว่าเป็นการตอบโจทย์ของภาครัฐเรื่องการเปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาในธุรกิจดังกล่าว ซึ่ง กฟผ.มีความพร้อมและมีศักยภาพ เนื่องจากปัจจุบัน กฟผ. เป็นผู้ใช้ก๊าซรายใหม่ของไทย โดยโครงการคลังแอลเอ็นจี จะเสนอเข้าที่ที่ประชุม กพช.ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งล่าช้ากว่าแผน 2 ปีแล้ว โดยทางคณะกรรมการไตรภาคี เตรียมสรุปเหตุผลข้อดีและข้อเสียในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีภายในเดือนตุลาคมนี้ ขณะเดียวกันทางกระทรวงพลังงานจะนำเหตุผลดังกล่าว เพื่อมาตัดสินใจว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อไปหรือไม่ ภายใน 1-2 เดือนนี้ จากนั้นจะเสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจอีกครั้ง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปออกมาในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ หากสุดท้ายแล้วการตัดสินใจของภาครัฐอนุมัติโครงการลงทุนดังกล่าว ทาง กฟผ. จะดำเนินการรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ต่อ จากนั้นจะเริ่มกลับมาดูสัญญาก่อสร้างต่อไป ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินเลื่อนออกจากแผนร่วม 2 ปีแล้ว
แต่หากเกิดกรณีที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน กฟผ. ก็เตรียมแผนรองรับ โดยเฉพาะในช่วงผู้ว่า กฟผ. ชุดก่อนที่ศึกษาพื้นที่ลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ แถบอันดามันไว้ 3-4 แห่ง เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนที่มีความกังวลว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่อาจเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ยังมีความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้ ในการรองรับการเติบโตการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 5 % หากก่อสร้างไม่ทันก็จะส่งผลต่อความเสี่ยงด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา ทางชุมชนก็ต้องการให้เดินหน้า แต่ยังไม่แสดงออกมากนัก แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล
ทั้งนี้ หากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และอาจลามไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา อีก 2,000เมกะวัตต์ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว จะส่งผลให้บริษัท ปตท.ต้องนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเขามาเป็นจำนวนมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็ทราบว่าทางปตท.ได้มีแผนรองรับในส่วนนี้ไว้แล้วเช่นกัน
"เป็นเรื่องเสียดายหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งในช่วงการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ทาง กฟผ. ต้องหยุดลงพื้นที่ และหากต้องปรับแผนเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซในพื้นที่อื่น ก็คงต้องเลื่อนจากแผน 3-4 ปี จากเดิมที่คาดว่าโรงไฟฟ้ากระบี่จะเข้าระบบปี 2562 ก็คงจะเป็นปี 2565-2566 ขณะที่พื้นที่จังหวัดกระบี่ก็ไม่เหมาะสมที่จะทำโรงไฟฟ้าก๊าซ ส่วนพื้นที่อำเภอจะนะ ก็แน่นแล้ว โดยเฉพาะเรื่องน้ำ เนื่องจากโรงไฟฟ้าต้องใช้น้ำมาก ดังนั้น กฟผ. ไม่ต้องการรบกวนชุมชน จึงไม่ควรมีโรงไฟฟ้ามากกว่านี้ อย่างไรก็ตามคงต้องรอผลพิจารณาจากคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งจะมีข้อสรุปและเสนอนายกรัฐมนตรีได้ภายในเดือนตุลาคมนี้"
นายกรศิษฏ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีการเปิดซองราคาโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2559 กลุ่มกิจการค้าร่วม พาวเวอร์ คอนสตรัคชั่น คอร์เปอเรชั่น ออฟ ไชน่า และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เสนอราคาต่ำสุดที่ประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดย กฟผ. ได้ระบุใน เงื่อนไขการออกเอกสารสนองรับราคาไว้อย่างชัดเจนว่าจะออกเอกสารสนองรับราคาเมื่อโครงการได้รับความเห็นชอบรายงานอีเอชไอเอ จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนด รวมถึงได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการจากรัฐบาลครบถ้วนแล้วเท่านั้น หากรายงานอีเอชไอเอไม่ผ่านการพิจารณาและคณะรัฐมนตรี ไม่อนุมัติการดำเนินโครงการ กฟผ. จะยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว
สำหรับความคืบหน้าโครงการคลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลเอ็นจี) ขนาด 5 ล้านตัน ที่กฟผ. จะดำเนินการเอง ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาและสรุปเงินลงทุน ซึ่งเบื้องต้นต้นพบว่าต้นทุนจัดหาแอลเอ็นจีถูกกว่าราคารับซื้อจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่ภาพรวมไม่ได้สนใจเรื่องราคามากนัก แต่มองว่าเป็นการตอบโจทย์ของภาครัฐเรื่องการเปิดให้บุคคลที่ 3 เข้ามาในธุรกิจดังกล่าว ซึ่ง กฟผ.มีความพร้อมและมีศักยภาพ เนื่องจากปัจจุบัน กฟผ. เป็นผู้ใช้ก๊าซรายใหม่ของไทย โดยโครงการคลังแอลเอ็นจี จะเสนอเข้าที่ที่ประชุม กพช.ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งล่าช้ากว่าแผน 2 ปีแล้ว โดยทางคณะกรรมการไตรภาคี เตรียมสรุปเหตุผลข้อดีและข้อเสียในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีภายในเดือนตุลาคมนี้ ขณะเดียวกันทางกระทรวงพลังงานจะนำเหตุผลดังกล่าว เพื่อมาตัดสินใจว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อไปหรือไม่ ภายใน 1-2 เดือนนี้ จากนั้นจะเสนอนายกรัฐมนตรีตัดสินใจอีกครั้ง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559






