thansettakij
thansettakij
ตั้งโต๊ะชำแหละ RCEP ไทยได้มากกว่าเสีย

ตั้งโต๊ะชำแหละ RCEP ไทยได้มากกว่าเสีย

10 ต.ค. 59 | 10:00 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ต.ค. 59 | 13:43 น.
อาร์เซ็ป (RCEP) หรือ Regional Comprehensive Economic Partnership เป็นการรวมกลุ่มเพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นตลาดเสรีที่ค่อนข้างใหญ่ของ 16 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก มี 10 ประเทศอาเซียนเป็นแกนกลางผนวกกับอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ การเจรจาของกลุ่มเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2557 การเจรจาล่าสุดรอบที่ 14 มีขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาที่ประเทศเวียดนาม และกำลังจะมีรอบที่ 15 ที่ประเทศจีนระหว่างวันที่ 16-22 ตุลาคมที่จะถึงนี้ หลายฝ่ายมองว่า การเจรจา RCEP มีความล่าช้าเมื่อเทียบกับการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP : Trans-Pacific Partnership ) ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำและสรุปผลกันไปแล้วในเดือนตุลาคม 2558 แต่จริงๆแล้ว RCEP ไม่ได้ล่าช้าอย่างที่คิด หากแต่มีความคืบหน้าเป็นลำดับ เสวนาโต๊ะกลม “ชำแหละข้อดี-ข้อเสียของข้อตกลง RCEP” ที่ฐานเศรษฐกิจจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้คำตอบและมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้

 คืบหน้าช้าเป็นเรื่องปกติ

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการเจรจาจัดทำความตกลง RCEPว่า ในมุมมองของผู้เจรจานั้น RCEP ไม่ได้เจรจาล่าช้า เพราะการเจรจาในลักษณะเช่นนี้อย่างไรก็ต้องช้าอยู่แล้ว ไปเร็วไม่ได้ แต่หากจะถูกมองว่าล่าช้าก็ไม่ผิดอีกเช่นกัน เพราะเคยมีการกำหนดเป้าหมายไว้ตั้งแต่ปี 2557 ว่าจะสรุปผลให้ได้ในปี 2558 แล้วทำไม่ได้ก็เลื่อนมาเป็น 2559 ก็ยังไม่สำเร็จ แต่เป็นเช่นนี้เพราะประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นผู้กำหนดเป้าเวลา ซึ่งโดยธรรมชาติมักจะตั้งเป้าไว้ให้ยากหน่อยในการที่จะบรรลุ เพื่อกระตุ้นให้การทำงานมีคุณภาพ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ล่าสุดของการเจรจาระดับรัฐมนตรี RCEP ต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีการตั้งเป้า(เวลา)แล้ว เพียงแต่ระบุว่าให้หาข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับ TPP ก็ใช้เวลาเจรจาหาข้อสรุปกันถึง 9 ปี อีกทั้งยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่สมาชิก TPP ต้องไปคุยกันต่อ เทียบกับ RCEP กระบวนการเจรจาเพิ่งดำเนินมาเกือบๆ 4 ปีเท่านั้น

สถานการณ์ล่าสุด มีความคืบหน้าอย่างไร? “นับแต่เริ่มต้นการเจรจามา ได้มีการกำหนดรูปแบบ แนวทางของการเจรจา และกำหนดกรอบไว้แล้ว คณะเจรจา 13 คณะ มี 3 คณะที่จะมีการเจรจาอย่างเข้มข้นและเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะเจรจาเสร็จเมื่อไหร่ นั่นก็คือ การเจรจาด้านสินค้า บริการ และการลงทุน ในส่วนของการค้าสินค้านั้น มีการกำหนดเป้าหมายการลดภาษีไว้แล้วโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามระดับของการเปิดเสรีทางการค้าที่ไม่เท่ากันใน FTA ที่แต่ละประเทศเคยมี กลุ่มแรกเป็นอาเซียนที่มี FTA กับคู่เจรจาทั้ง 6 ประเทศอยู่แล้ว เรียกว่า ASEAN+1 กลุ่มที่2 เป็นคู่เจรจาที่มี FTA ด้วยกันเอง เช่น ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ เกาหลีใต้กับอินเดีย จีนกับนิวซีแลนด์ ส่วนกลุ่มที่3 คือกลุ่มที่ยังไม่เคยมี FTA ด้วยกัน เช่น จีนกับอินเดีย เป็นต้น กลุ่มที่ 1 นั้นยอมรับการตั้งต้นในการลดภาษีที่ไม่ต่ำไปกว่าที่เคยมีอยู่แล้วใน ASEAN+1 คือจะลดไม่ต่ำกว่า 80% ของรายการสินค้าทั้งหมด และในจำนวนนี้ 65 % จะลดภาษีเป็น 0% ทันที ที่เหลือจะทำในระยะเวลา 10 ปี กลุ่มที่ 2 ก็ยอมรับการลดภาษี 80 % ของสินค้าเช่นกันแต่มีขอบเขตระยะเวลาคือภายใน 10 ปี

ส่วนกลุ่มที่ 3 จะมีสัดส่วนการลดภาษีไม่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ 62% 52% และ 42% อย่างอินเดียจะต่ำสุด 42 % (ของรายการสินค้าทั้งหมด) นั่นคือสิ่งที่ตกลงกันแล้วล่าสุด มีการยื่นรายการสินค้าไปแล้ว และเราถือว่ามีปัญหาเพียงเล็กน้อย คือยังมีการเจรจาต่อรองเรียกร้องแบบสองฝ่ายกันอยู่ ปัญหาคือเรามองยาวออกไปว่า 20 % ที่เหลือที่ถูกใส่ไว้ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวหรือสินค้าที่ได้รับการปกป้องเราจะทำอย่างไร อาเซียนนั้นไม่เท่าไหร่ แต่อย่างอินเดียและจีนนั้น เขายังมีสินค้าที่กันไว้ในกลุ่มอ่อนไหวถึงกว่า 50 % ขณะที่อาเซียนเหลือ 20 % เอง อันนี้เป็นประเด็นหลักที่ทำให้การเจรจาช้า ซึ่งมันยากมาก” รองอธิบดีกล่าว

ส่วนสินค้าบริการ ในการเจรจารอบต่อไปจะหารือกันเรื่องการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานหรือ benchmark ของจำนวนสาขาที่จะเปิด และเกณฑ์มาตรฐานของหลักการอื่นๆ ด้วย ขณะที่การเจรจาด้านการลงทุนยังไม่คืบหน้า เพราะอาเซียนเองก็ยังไม่ได้ตกลงกันในเรื่องการคุ้มครองการลงทุน จึงยังไม่ได้เสนอต่ออีก 6 ประเทศ

 เชื่อได้ประโยชน์มากกว่าเสีย

ดร.วิศาล บุปผเวส ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) เปิดเผยมุมมองของนักวิชาการว่า ไทยเองในฐานะที่เป็นสมาชิกของอาเซียน น่าจะใช้จังหวะของการจรจา RCEP นี้ ปรับโครงสร้างของมาตรการทางเศรษฐกิจทั้งหลายให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในภาพใหญ่ที่เรากำลังมุ่งไปเช่น SDG 4.0 หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ประโยชน์ที่ไทยจะได้ซึ่งเป็นผลพวงจากข้อตกลง RCEP คือการส่งเสริมการเป็นโครงข่ายการผลิตของภูมิภาคซึ่งไทยได้เปรียบตรงจุดที่ตั้งที่เป็น strategiclocation ที่จะได้รับประโยชน์จาก productionnetwork ถ้าเราปฏิรูปโครงสร้างภายในของเรารองรับเอาไว้ RCEP ก็จะเป็นเวทีที่สะดวกสบายสำหรับเราไปในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในทุกๆข้อตกลงการค้าเสรีต้องมีผลกระทบทางลบ มีผู้ต้องเสียประโยชน์ ภาครัฐเองต้องสร้างเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถผลักตัวเองออกจากสถานภาพเดิมที่ไปต่อไม่ไหวแล้ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (SMEs) เพราะกิจการไม่ได้ใหญ่โตมาก วิธีช่วยเหลือที่ดีที่สุดจากภาครัฐคือ ต้องช่วยลดภาระให้ SMEsและควรช่วยในด้านการเข้าถึงข้อมูล

“ถ้าชั่งนํ้าหนักว่า ไทยได้หรือเสียมากกว่ากัน ผมมีความเชื่อมั่นว่า เราจะได้ผลเป็นบวก เพียงแต่เราต้องมีมาตรการที่จะชดเชยให้กับผู้ที่สูญเสียอย่างเพียงพอ ซึ่งก็เป็นหลักการที่สำคัญ”

 RCEPจะลดการกีดกัน

ในทรรศนะของนายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เห็นว่า RCEP เป็นความริเริ่มของอาเซียน ดังนั้นไทยจะต้องเข้าร่วม ปัจจุบันสินค้าไม่ได้ผลิตสำเร็จในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องพึ่งพาอาศัยชิ้นส่วนที่ผลิตจากหลายประเทศ ซึ่งถ้าไทยไม่ได้เข้าร่วมก็จะเสียประโยชน์
ขณะเดียวกันบริษัทต่างชาติที่จะพิจารณาการเข้าไปลงทุนในที่ใดที่หนึ่ง จะมองไปที่หลากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยหนึ่งคือตลาดภายในประเทศต้องมีขนาดใหญ่การทำข้อตกลงการค้าเสรีจะช่วยขยายตลาดให้กว้างขึ้น มีความน่าสนใจมากขึ้นประเทศใดที่มีการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศก็มีความน่าลงทุน อย่างในภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบสูงสุดในเรื่องนี้ “ประเทศไทยมีมาตรการกีดกันทางการค้าสูงและบางมาตรการไม่เกิดประโยชน์ แต่กลับเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับผู้ประกอบการโดยไม่จำเป็น ซึ่งถ้า RCEPสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้จะช่วยลดการกีดกันทางการค้า และช่วยให้มูลค่าการค้าขยายตัวมากขึ้น”

สำหรับข้อตกลง TPP นั้น เขามองว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ของไทย ดังนั้นการไม่เข้าร่วม TPPจะทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อผลิตป้อนตลาดสหรัฐฯ ก็จะไม่ตัดสินใจมาลงทุนในไทย และบางบริษัทก็อาจจะตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนออกไป

 ย้ำรัฐปกป้องประโยชน์ประชาชน

นางสาวกรรณิการ์ กิตติเวชกุล ผู้แทนภาคประชาชน ผู้ประสานงานกลุ่มเอฟทีเอ วอตช์ (FTA Watch) ให้ความเห็นว่า ข้อตกลงการค้าเสรีมีพันธะผูกพันที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งไม่เคยมีส่วนร่วมในการเจรจา ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและขอให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อผู้คนในวงกว้าง ยกตัวอย่างเช่น การให้ความคุ้มครองเรื่องสิทธิบัตรยาแก่บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย รวมถึงบริษัทผู้ผลิตยาของไทยเองด้วย “เราอยากเห็นพลังการเจรจาของอาเซียนเรื่องนี้ปัญหาในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาที่เราเห็นในการเจรจา RCEP มีสองประเทศที่ค่อนข้างน่ากลัว คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยสิ่งที่ญี่ปุ่นผลักดันคือด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในหมวดยาและความหลากหลายทางชีวภาพ แทบจะเป็นแบบเดียวกับTPP หรือมากกว่าด้วยซํ้าในบางประเด็นส่วนเกาหลีใต้เนื่องจากเขามี FTA ทั้งกับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป จึงพยายามเรียกร้องทั้งด้านการค้าบริการและการลงทุนเทียบเท่ามาตรฐานที่เขาทำกับสหรัฐฯและอียู ซึ่งถ้ามาไล่เลียงดูว่ามีอะไรบ้างก็จะเห็นถ้าเราทำตามที่เขาเรียกร้องมาจะเกิดผลเสียอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ญี่ปุ่นขอให้มีการจดสิทธิบัตรทางพืชพันธุ์สัตว์ ไม่มีการยกเว้น ซึ่งเข้มงวดกว่า TPPอีก รวมทั้งการห้ามเก็บรักษาพันธุ์พืชที่เขาจดสิทธิบัตรไว้ การให้ความคุ้มครองผู้ที่พัฒนาพันธุ์ใหม่มากกว่าผู้รักษาพันธุ์พื้นเมืองเป็นต้น ซึ่งจะมีผลต่อเกษตรกรของเรา ในลักษณะที่เขาสามารถเอาประโยชน์ไปโดยไม่แบ่งปันผลประโยชน์”

“เรายังหวังที่ได้เห็นการเจรจาของอาเซียนที่เข้มข้นขึ้นในการปกป้องประโยชน์ของตัวเองมากกว่านี้” ผู้แทนจากเอฟทีเอ วอตช์กล่าว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • money_market