
นำข้อมูลมาใช้ มีผลต่อราคาหุ้น เข้าข่ายความผิด
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ในเร็วๆ นี้ มีประเด็นใหม่เป็นที่ถกเถียงและทำให้ทั้งนักวิเคราะห์ บริษัทจดทะเบียนตัวเกร็งไม่น้อย นั่นคือเรื่องการเปิดเผยข้อมูลแบบไหนที่เข้าข่ายใช้ข้อมูลภายในหรืออินไซด์ และกรณีไหนที่ถือว่าไม่เข้าข่าย อ่านรายละเอียดได้จากการอธิบายของ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
[caption id="attachment_104937" align="aligncenter" width="335"]
วรัชญา ศรีมาจันทร์[/caption]
การกระทำความผิดในการใช้ข้อมูลภายใน ไปใช้ประโยชน์ว่า หากเป็นข้อมูลที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์แต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะชนถือว่ายังเป็นข้อมูลภายใน ซึ่งผู้ที่อยู่ภายในบริษัทควรที่จะรู้ข้อมูลนั้น หากเป็นข้อมูลภายนอกเช่น มีการแข่งขันในอุตสาหกรรม แม้ว่าจะมีนัยสำคัญกับราคาหลักทรัพย์ แต่ไม่ใช่ข้อมูลภายในก็ไม่ใช่ปัญหา
โดยคำว่านัยสำคัญก็คือ ควรจะต้องดูตามเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ข้อมูลที่กระทบต่อราคาหลักทรัพย์ กับผลการดำเนินงาน หรือเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ถือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่อราคาหลักทรัพย์ทั้งนั้น หากข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้เปิดเผยก็ถือว่าเข้าข่ายเป็นความผิด
ในพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับใหม่ จะมีระบุไว้ชัดเจน2 กรณีสำหรับผู้ที่รู้ข้อมูลภายใน ได้แก่1. ห้ามนำไปซื้อขาย หรือใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์ และ 2. ห้ามนำไปเปิดเผยกับบุคคลที่เชื่อว่าอาจจะนำไปใช้ในการซื้อขาย เว้นแต่ว่าเป็นการเปิดเผยตามหน้าที่หากเจ้าหน้าที่มีหนังสือมาเพื่อขอให้เปิดเผย
กรณีที่นักวิเคราะห์ขอให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.) เปิดเผยข้อมูลเพื่อจะได้รู้แนวทางในการทำธุรกิจแต่ยังไม่ได้มีการประกาศต่อสาธารณะนั้น โดยทั่วไปหากบริษัทมีข้อมูลภายในที่ยังไม่ได้เปิดเผยจะต้องไม่เปิดเผยให้กับผู้อื่นก่อน แต่จะต้องเปิดเผยผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนได้ข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน
หลักสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลก็คือผู้ลงทุนทุกคนควรจะเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกันจากแหล่งที่มาเดียวกันเพราะฉะนั้นหาก บจ.ยังไม่อยากเปิดเผยข้อมูลลับเพราะยังอยู่ระหว่างการเจรจาก็จะต้องไม่พูด แต่หากมีข้อมูลดังกล่าวนี้รั่วไหลออกไปก็จะต้องรีบเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยหากมีนักวิเคราะห์ไปสอบถาม ก็ควรจะต้องทำการบ้านมาก่อนว่ามีข้อมูลอะไรเปิดเผยอยู่แล้วบ้าง แต่หากได้ข้อมูลอื่นมาก็จะต้องรู้ว่าไม่ควรจะนำไปใช้ โดยหลักการปฏิบัติดังกล่าวนี้ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการร่วมมือกับสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เพื่อออกแนวทางในการปฏิบัติ เช่นเดียวกับในส่วนของบจ.
อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้บริหารเองก็จะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลลับที่ยังไม่ได้เปิดเผยให้กับนักวิเคราะห์ เพราะควรจะต้องรู้ว่านักวิเคราะห์น่าจะต้องนำไปใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์ หากมีการเปิดเผยข้อมูลลับออกมาก็จะถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิด แต่หากนักวิเคราะห์มารู้ข้อมูลนี้แล้วนำไปใช้นักวิเคราะห์ก็ผิดหากนำไปเปิดเผยก็ถือว่ามีความผิด เพราะฉะนั้นหากรู้ว่าเป็นข้อมูลภายในนักวิเคราะห์ก็จะต้องปิดด้วย
สำหรับวิธีการตรวจสอบผู้ที่นำข้อมูลภายในมาใช้ในการซื้อหุ้นนั้น ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะมีระบบในการดูแลความผิดปกติของราคา หากพบการผิดปกติก็จะต้องเข้าไปดูแล และส่งเรื่องมาให้ ก.ล.ต.ดำเนินการ ขณะเดียวกันภายในบริษัทหลักทรัพย์เองก็จะต้องมีระบบเข้าไปดูแลให้เจ้าหน้าที่มีการรักษาข้อมูลลับภายใน ซึ่งในความหมายของคำว่านักวิเคราะห์จะหมายถึงบริษัทหลักทรัพย์ด้วยเพราะนักวิเคราะห์ไปในฐานะบริษัทไม่ใช่ส่วนตัวซึ่งในส่วนของบริษัทก็ต้องมีการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าคนในบริษัทจะมีการดูแลข้อมูลจะต้องมีระบบในการตรวจสอบ
“เมื่อนักวิเคราะห์นำข้อมูลไปใช้ตัวบริษัทจะมีความผิดด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้บริษัทก็อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดด้วย เพราะนักวิเคราะห์ทำในนามของบริษัทที่ไปขอพบ อย่างไรก็ตามก็จะต้องดูเป็นรายกรณีหากบริษัทมีระบบดูแลตรวจสอบเป็นอย่างดีแล้ว แต่บุคคลไม่ทำตามก็จะต้องมาพิจารณากันให้ชัดเจนว่าอย่างไร”
นางวรัชญา ยังกล่าวต่อไปอีกว่าการดำเนินการในส่วนของหลักการบริหารจัดการที่ดี (CG Code) ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เป็นแนวทางที่นำหลัก CG เข้าไปอยู่ในการปฏิบัติในการประกอบธุรกิจของบริษัท โดยมองว่าบริษัทที่จะประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและมีผลประกอบการน่าเชื่อถือได้ในระยะยาวจะต้องมีผลประกอบการที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่ความน่าเชื่อถืออย่างเดียว เพราะฉะนั้น คณะกรรมการต้องเข้าไปดูตั้งแต่การตั้งเป้าหมายรวมถึงยังต้องมีการติดตามดูในเรื่องของโครงสร้างคณะกรรมการ(บอร์ด) โครงสร้างบุคคล การดำเนินงานที่จะทำให้ตอบโจทย์ธุรกิจให้เกิดความยั่งยืนได้จริงหรือไม่
นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจสอบด้านการบริหารความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล ทำให้กลายเป็นหลักที่คณะกรรมการจะนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจที่กว้างขึ้นจากเดิมที่ทำเพื่อกำกับกิจการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดย CG Code เป็นหลักปฏิบัติที่คณะกรรมการควรนำไปปรับใช้ในการประกอบธุรกิจ หรือการทำหน้าที่โดยก.ล.ต. ยึดหลักในการปรับใช้เพื่อให้คณะกรรมการได้นำไปใช้ด้วยวิธีการที่เห็นว่ามีความเหมาะสมกับธุรกิจ
ขณะที่ในส่วนของหลักการบริหารและธรรมาภิบาลการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน (I Code) นั้น เป็นหลักในการเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างผลประโยชน์ที่ดีให้กับลูกค้าของตน ซึ่งหมายความว่าต้องไปลงทุนในกิจการที่ดีที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว ดังนั้นจึงต้องมีหลักในการปฏิบัติตั้งแต่เรื่องการกำหนดนโยบาย การจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีการติดตามการคัดเลือกการลงทุนที่ดี มีการไปใช้สิทธิ์ออกเสียงอย่างถูกต้อง
เช่น หากเห็นว่าบริษัทจดทะเบียนใดเริ่มมีปัญหาในการบริหารอย่างรุนแรงหรือมีเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม ซึ่งในต่างประเทศหากมีการลงทุนในหุ้นบริษัทดังกล่าวนี้จะไม่สามารถขายหุ้นได้ จะต้องเข้าไปจัดการเพื่อทำให้มูลค่าการลงทุนดีที่สุด โดยอาจจะมีการส่งหนังสือเข้าไปถึงคณะกรรมการ เพื่อบ่งชี้ว่าผู้ลงทุนสถาบันมีความเป็นห่วงขอให้รีบแก้ไข หรือหากเป็นเรื่องที่รุนแรงต้องการที่จะได้คำตอบก็อาจจะดำเนินการนัดพบกับประธาน และกรรมการบริหารหรือขอเพิ่มวาระการประชุมตามที่เห็นว่าสมควร
“หลักการดังกล่าวเหล่านี้ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่จะต้องมีเอาไว้ เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนได้นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมเมื่อปฏิบัติไปแล้วสิ้นปีก็จะมีการายงานให้กับผู้ลงทุน โดยการออกหลักปฏิบัติการดังกล่าวนี้ในต่างประเทศก็มีให้ปฏิบัติ เช่นที่อังกฤษ เป็นต้น”
สำหรับ I Code นั้น จะเริ่มเปิดรับฟังข้อมูลในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม และจะเริ่มใช้ช่วงปลายปี 2559 นี้ โดยจะใช้กับ บลจ. ที่อยู่ภายใต้การดูแลของก.ล.ต.ก่อน ส่วน CG Code จะปิดรับฟังความเห็นสิ้นเดือนตุลาคมนี้เช่นเดียวกัน แต่คาดว่าจะเริ่มใช้ประเมิน บจ. อย่างเต็มรูปแบบในปี 2563 โดยก.ล.ต.จะเร่งทำความเข้าใจ และออกคู่มือสำหรับบจ. รวมถึงหลักเกณฑ์การประเมินในปี 2560 จากนั้นจะทดลองใช้ในปี 2561-2562 ซึ่งจากการรับฟังผู้บริหารบจ.กว่า 100 ราย เห็นด้วยและคาดว่าจะนำมาปฏิบัติใช้ได้จริงกว่า 80%
“ยืนยันว่า CG Code จะไม่กระทบต่อต้นทุนของ บจ.เนื่องจากเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ เพื่อให้ บจ.มีความตื่นตัวมากขึ้นเท่านั้น จากเดิมที่ใช้การสื่อถึงการกระทำเพื่อให้ตรงข้อบังคับ(Comply) ซึ่งมีความหละหลวม” นางวรัชญา กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_104937" align="aligncenter" width="335"]
การกระทำความผิดในการใช้ข้อมูลภายใน ไปใช้ประโยชน์ว่า หากเป็นข้อมูลที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์แต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะชนถือว่ายังเป็นข้อมูลภายใน ซึ่งผู้ที่อยู่ภายในบริษัทควรที่จะรู้ข้อมูลนั้น หากเป็นข้อมูลภายนอกเช่น มีการแข่งขันในอุตสาหกรรม แม้ว่าจะมีนัยสำคัญกับราคาหลักทรัพย์ แต่ไม่ใช่ข้อมูลภายในก็ไม่ใช่ปัญหา
โดยคำว่านัยสำคัญก็คือ ควรจะต้องดูตามเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ข้อมูลที่กระทบต่อราคาหลักทรัพย์ กับผลการดำเนินงาน หรือเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ถือเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่อราคาหลักทรัพย์ทั้งนั้น หากข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้เปิดเผยก็ถือว่าเข้าข่ายเป็นความผิด
ในพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ฉบับใหม่ จะมีระบุไว้ชัดเจน2 กรณีสำหรับผู้ที่รู้ข้อมูลภายใน ได้แก่1. ห้ามนำไปซื้อขาย หรือใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์ และ 2. ห้ามนำไปเปิดเผยกับบุคคลที่เชื่อว่าอาจจะนำไปใช้ในการซื้อขาย เว้นแต่ว่าเป็นการเปิดเผยตามหน้าที่หากเจ้าหน้าที่มีหนังสือมาเพื่อขอให้เปิดเผย
กรณีที่นักวิเคราะห์ขอให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.) เปิดเผยข้อมูลเพื่อจะได้รู้แนวทางในการทำธุรกิจแต่ยังไม่ได้มีการประกาศต่อสาธารณะนั้น โดยทั่วไปหากบริษัทมีข้อมูลภายในที่ยังไม่ได้เปิดเผยจะต้องไม่เปิดเผยให้กับผู้อื่นก่อน แต่จะต้องเปิดเผยผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนได้ข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน
หลักสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลก็คือผู้ลงทุนทุกคนควรจะเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกันจากแหล่งที่มาเดียวกันเพราะฉะนั้นหาก บจ.ยังไม่อยากเปิดเผยข้อมูลลับเพราะยังอยู่ระหว่างการเจรจาก็จะต้องไม่พูด แต่หากมีข้อมูลดังกล่าวนี้รั่วไหลออกไปก็จะต้องรีบเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยหากมีนักวิเคราะห์ไปสอบถาม ก็ควรจะต้องทำการบ้านมาก่อนว่ามีข้อมูลอะไรเปิดเผยอยู่แล้วบ้าง แต่หากได้ข้อมูลอื่นมาก็จะต้องรู้ว่าไม่ควรจะนำไปใช้ โดยหลักการปฏิบัติดังกล่าวนี้ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการร่วมมือกับสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เพื่อออกแนวทางในการปฏิบัติ เช่นเดียวกับในส่วนของบจ.
อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้บริหารเองก็จะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลลับที่ยังไม่ได้เปิดเผยให้กับนักวิเคราะห์ เพราะควรจะต้องรู้ว่านักวิเคราะห์น่าจะต้องนำไปใช้ในการซื้อขายหลักทรัพย์ หากมีการเปิดเผยข้อมูลลับออกมาก็จะถือว่าเข้าข่ายกระทำความผิด แต่หากนักวิเคราะห์มารู้ข้อมูลนี้แล้วนำไปใช้นักวิเคราะห์ก็ผิดหากนำไปเปิดเผยก็ถือว่ามีความผิด เพราะฉะนั้นหากรู้ว่าเป็นข้อมูลภายในนักวิเคราะห์ก็จะต้องปิดด้วย
สำหรับวิธีการตรวจสอบผู้ที่นำข้อมูลภายในมาใช้ในการซื้อหุ้นนั้น ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะมีระบบในการดูแลความผิดปกติของราคา หากพบการผิดปกติก็จะต้องเข้าไปดูแล และส่งเรื่องมาให้ ก.ล.ต.ดำเนินการ ขณะเดียวกันภายในบริษัทหลักทรัพย์เองก็จะต้องมีระบบเข้าไปดูแลให้เจ้าหน้าที่มีการรักษาข้อมูลลับภายใน ซึ่งในความหมายของคำว่านักวิเคราะห์จะหมายถึงบริษัทหลักทรัพย์ด้วยเพราะนักวิเคราะห์ไปในฐานะบริษัทไม่ใช่ส่วนตัวซึ่งในส่วนของบริษัทก็ต้องมีการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าคนในบริษัทจะมีการดูแลข้อมูลจะต้องมีระบบในการตรวจสอบ
“เมื่อนักวิเคราะห์นำข้อมูลไปใช้ตัวบริษัทจะมีความผิดด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้บริษัทก็อาจจะเข้าข่ายกระทำความผิดด้วย เพราะนักวิเคราะห์ทำในนามของบริษัทที่ไปขอพบ อย่างไรก็ตามก็จะต้องดูเป็นรายกรณีหากบริษัทมีระบบดูแลตรวจสอบเป็นอย่างดีแล้ว แต่บุคคลไม่ทำตามก็จะต้องมาพิจารณากันให้ชัดเจนว่าอย่างไร”
นางวรัชญา ยังกล่าวต่อไปอีกว่าการดำเนินการในส่วนของหลักการบริหารจัดการที่ดี (CG Code) ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น (เฮียริ่ง) เป็นแนวทางที่นำหลัก CG เข้าไปอยู่ในการปฏิบัติในการประกอบธุรกิจของบริษัท โดยมองว่าบริษัทที่จะประกอบธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและมีผลประกอบการน่าเชื่อถือได้ในระยะยาวจะต้องมีผลประกอบการที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่ความน่าเชื่อถืออย่างเดียว เพราะฉะนั้น คณะกรรมการต้องเข้าไปดูตั้งแต่การตั้งเป้าหมายรวมถึงยังต้องมีการติดตามดูในเรื่องของโครงสร้างคณะกรรมการ(บอร์ด) โครงสร้างบุคคล การดำเนินงานที่จะทำให้ตอบโจทย์ธุรกิจให้เกิดความยั่งยืนได้จริงหรือไม่
นอกจากนี้ยังต้องมีการตรวจสอบด้านการบริหารความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูล ทำให้กลายเป็นหลักที่คณะกรรมการจะนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจที่กว้างขึ้นจากเดิมที่ทำเพื่อกำกับกิจการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดย CG Code เป็นหลักปฏิบัติที่คณะกรรมการควรนำไปปรับใช้ในการประกอบธุรกิจ หรือการทำหน้าที่โดยก.ล.ต. ยึดหลักในการปรับใช้เพื่อให้คณะกรรมการได้นำไปใช้ด้วยวิธีการที่เห็นว่ามีความเหมาะสมกับธุรกิจ
ขณะที่ในส่วนของหลักการบริหารและธรรมาภิบาลการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนสถาบัน (I Code) นั้น เป็นหลักในการเข้าไปลงทุนเพื่อสร้างผลประโยชน์ที่ดีให้กับลูกค้าของตน ซึ่งหมายความว่าต้องไปลงทุนในกิจการที่ดีที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว ดังนั้นจึงต้องมีหลักในการปฏิบัติตั้งแต่เรื่องการกำหนดนโยบาย การจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ มีการติดตามการคัดเลือกการลงทุนที่ดี มีการไปใช้สิทธิ์ออกเสียงอย่างถูกต้อง
เช่น หากเห็นว่าบริษัทจดทะเบียนใดเริ่มมีปัญหาในการบริหารอย่างรุนแรงหรือมีเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม ซึ่งในต่างประเทศหากมีการลงทุนในหุ้นบริษัทดังกล่าวนี้จะไม่สามารถขายหุ้นได้ จะต้องเข้าไปจัดการเพื่อทำให้มูลค่าการลงทุนดีที่สุด โดยอาจจะมีการส่งหนังสือเข้าไปถึงคณะกรรมการ เพื่อบ่งชี้ว่าผู้ลงทุนสถาบันมีความเป็นห่วงขอให้รีบแก้ไข หรือหากเป็นเรื่องที่รุนแรงต้องการที่จะได้คำตอบก็อาจจะดำเนินการนัดพบกับประธาน และกรรมการบริหารหรือขอเพิ่มวาระการประชุมตามที่เห็นว่าสมควร
“หลักการดังกล่าวเหล่านี้ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่จะต้องมีเอาไว้ เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนได้นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมเมื่อปฏิบัติไปแล้วสิ้นปีก็จะมีการายงานให้กับผู้ลงทุน โดยการออกหลักปฏิบัติการดังกล่าวนี้ในต่างประเทศก็มีให้ปฏิบัติ เช่นที่อังกฤษ เป็นต้น”
สำหรับ I Code นั้น จะเริ่มเปิดรับฟังข้อมูลในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม และจะเริ่มใช้ช่วงปลายปี 2559 นี้ โดยจะใช้กับ บลจ. ที่อยู่ภายใต้การดูแลของก.ล.ต.ก่อน ส่วน CG Code จะปิดรับฟังความเห็นสิ้นเดือนตุลาคมนี้เช่นเดียวกัน แต่คาดว่าจะเริ่มใช้ประเมิน บจ. อย่างเต็มรูปแบบในปี 2563 โดยก.ล.ต.จะเร่งทำความเข้าใจ และออกคู่มือสำหรับบจ. รวมถึงหลักเกณฑ์การประเมินในปี 2560 จากนั้นจะทดลองใช้ในปี 2561-2562 ซึ่งจากการรับฟังผู้บริหารบจ.กว่า 100 ราย เห็นด้วยและคาดว่าจะนำมาปฏิบัติใช้ได้จริงกว่า 80%
“ยืนยันว่า CG Code จะไม่กระทบต่อต้นทุนของ บจ.เนื่องจากเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ เพื่อให้ บจ.มีความตื่นตัวมากขึ้นเท่านั้น จากเดิมที่ใช้การสื่อถึงการกระทำเพื่อให้ตรงข้อบังคับ(Comply) ซึ่งมีความหละหลวม” นางวรัชญา กล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559






