
พบเอ็นพีแอลไหลกลับ ‘ปูด’ หลังปรับโครงสร้างแบงก์ตั้งสำรองสกัด-ตัดขายหนี้เพิ่ม
ศูนย์วิจัย “กสิกรไทย-ทีเอ็มบี” จับสัญญาณเอ็นพีแอลไหลกลับเพิ่มขึ้น สวนทางหนี้เกิดใหม่ เหตุภาคธุรกิจสายป่านสั้น ขาดสภาพคล่องซ้ำ แบงก์ปาดเหงื่อพยุงไม่รอด รุดตั้งสำรองเชิงรุกสกัด คาดทั้งปีขยับไม่เกิน 3% ย้ำโจทย์ใหญ่ภาคการเงินปี 60 ไม่พ้นคุณภาพสินเชื่อ เกณฑ์กำกับดูแลเข้ม/มาตรฐานบัญชีใหม่ กระทบรายได้หดตัว
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ แม้ว่าอัตราการเกิดหนี้เสียใหม่ (New NPL) จะมีทิศทางชะลอตัวลง แต่ตัวเลขการไหลกลับมาเป็นหนี้ใหม่ (Re-Entry) ยังมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวเลข Re-Entry มีทิศทางเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 มีสัดส่วนอยู่ที่ 28.2% เพิ่มเป็น 31.0% ในไตรมาสที่ 2 และคาดว่าแนวโน้มยังคงขยับเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2560 โดยที่ตัวเลขหนี้เกิดใหม่ไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 0.36% และไตรมาสที่ 2 ลดลงเหลือ 0.34% จากหนี้เอ็นพีแอลรวมไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 2.7%
[caption id="attachment_104955" align="aligncenter" width="700"]
ปัจจัยการลดลงของหนี้NPLทั้งระบบเทียบย้อนหลังสามไตรมาส[/caption]
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ที่ยังคง Re-entry จะเป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อย และธุรกิจขนาดกลาง เช่น สาธารณูปโภค และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีเงินทุนไม่แข็งแกร่งและสายป่านไม่ยาว เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวจึงกระทบสภาพคล่องของธุรกิจ แม้จะได้รับการแก้ไขหนี้แล้วแต่ยังคงกลับมาเป็นหนี้ใหม่อีกครั้ง
ดังนั้น ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการตั้งทีมติดตามหนี้เพื่อแก้ไขตั้งแต่ต้น ส่วนใหญ่เน้นปรับโครงสร้างหนี้และแก้ไขหนี้เชิงรุกมากขึ้น เช่น การโทร.แจ้งเตือนลูกค้าก่อนผิดนัดชำระ หรือกรณีที่เริ่มส่งสัญญาณการผิดนัดชำระจะเรียกเข้ามาคุย หรือให้ความช่วยเหลือตามอาการของลูกค้า เช่น วิธีการผ่อนผันเวลาการชำระหนี้ (Grace Period) ยืดอายุการชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยกรณีได้รับผลกระทบชั่วคราว หรือหากมีปัญหาระยะยาวเชิงโครงสร้างธุรกิจ อาจจะต้องปรับโครงสร้างการชำระหนี้ หรือการตัดขายหนี้เสียออก ที่สำคัญ ธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพค่อนข้างสูง ซึ่งบางแห่งมีการตั้งสำรองสูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ดังจะเห็นได้จาก ตัวเลขการตั้งสำรองสะท้อนความระมัดระวังมากขึ้น โดยในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 129.7% และไตรมาสที่ 2 เพิ่มเป็น 130.3% แม้กฎของธปท.ให้หักจากหลักประกันสำรองได้ แต่ส่วนใหญ่ธนาคารจะตั้งสำรองเผื่อไว้เกิน 100% ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มการตั้งสำรองของธนาคารยังเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นไปตามหนี้เอ็นพีแอลที่คาดว่าทั้งปีจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%
ส่วนทิศทางการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ ประเมินว่ายังคงรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย(NIM) จากการบริหารต้นทุนการดำเนินงานและเงินฝาก แม้ว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่จะเติบโตช้าและมีการชำระหนี้คืน (Re-Payment) ค่อนข้างมาก โดยอัตราการเติบโตสินเชื่อคาดว่าจะแตะที่กรอบล่าง 3% จากที่ตั้งไว้อยู่ที่ 3-5%
นางสาวธัญญลักษณ์กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ที่เป็นความท้าทายของภาคธนาคารพาณิชย์ ที่มีความกังวลใจมากขึ้นในปี 2560 มี 3-4 เรื่องหลัก คือ 1. คุณภาพหนี้ที่มีแนวโน้มขยับเพิ่ม 2. ทิศทางการปล่อยสินเชื่อและการทำรายได้ที่ยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้ามีทางเลือกจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดทั้งในและต่างประเทศ และเกิดการแข่งขันด้านราคา แม้ว่าความสามารถในการสร้างปริมาณจะมีมากขึ้น 3. รายได้ค่าธรรมเนียม อาจปรับลดลงภายหลังจากมีบริการรับและโอนเงินแบบใหม่ (PromptPay) เข้ามามีบทบาท ซึ่งจากตัวเลขพบว่ารายได้ค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4-5% ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมด และ 4. กฎระเบียบ/ข้อบังคับใหม่ๆ ที่จะมีความเข้มงวดและเข้มข้นขึ้น อาทิ กฎบาเซิล 3 ที่จะมีผลต่อต้นทุนการปล่อยสินเชื่อต่อหน่วยสูงขึ้น หรือแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 (มาสเตอร์แพลน 3) ของธปท.ที่จะเป็นโจทย์ระยะกลางและยาว เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับแผนรองรับการแข่งขันที่จะมีมากขึ้นในอนาคต
ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า คุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นโจทย์ความท้าทายของภาคสถาบันการเงินในปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะเป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ โดยปกติจะวิ่งตามหลังเศรษฐกิจประมาณ 18 เดือน ก่อนจะถึงจุดต่ำสุด หากดูแนวโน้มคาดว่าจะถึงจุดพีกสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.96% จากปัจจุบันเอ็นพีแอลทั้งระบบอยู่ที่ 2.72% สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 2.76% และหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษอยู่ที่ 2.17%
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตัวเลข Re-Entry มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารมีทั้งการปรับระยะเวลาการผ่อนชำระ และการปรับโครงสร้างหนี้ที่จะมีผลต่อรายได้ดอกเบี้ยธนาคาร หรือการตัดขายพอร์ตสินเชื่อนั้นๆ ออกไป แต่ยังมีบางกลุ่มที่ได้รับปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาจ่ายได้สักพักก็กลับมาเป็นหนี้ใหม่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่พบนั้น จะเป็นอุตสาหกรรมภาคการผลิต และรายย่อย ส่วนแนวโน้มการตัดพอร์ตขายจะสูงขึ้นตามเอ็นพีแอลที่ปรับขึ้น โดยในปีนี้เอ็นพีแอลจะจบที่ระดับ 3% และปีหน้าปรับดีขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียง 3% ขณะที่สินเชื่อเติบโต 3.3% และปีหน้าอยู่ที่ 5-6% ส่วนเงินฝากปีนี้อยู่ที่ 3% และ 5% ในปีหน้า
ดังนั้น โจทย์ของคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นประเด็นที่สถาบันการเงินในระบบ ให้ความเป็นห่วงอยู่ สะท้อนไปยังการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่จะเพิ่มมากขึ้นในปี 2560 ประกอบกับจะมีมาตรฐานบัญชีเข้ามาใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 เรียกว่า “IFRS9” ที่จะทำให้ตัวการตั้งสำรองมากขึ้น จากปกติธนาคารตั้งสำรองเผื่อไว้ 12 เดือนข้างหน้า แต่หากใช้บัญชีดังกล่าวธนาคารจะต้องตั้งครบตามลักษณะของสินเชื่อ เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ผ่อนยาว 15 ปี ธนาคารจะต้องตั้งสำรองเผื่อไว้ยาว 15 ปีเช่นกัน ซึ่งกระทบรายได้ของธนาคารแน่นอน เพราะจะเริ่มเห็นธนาคารทยอยตั้งสำรองเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ และในระยะต่อไปจะเห็นธนาคารพึ่งพาการหารายได้จากค่าธรรมเนียม (Fee Income) แทนการพึ่งพารายได้อัตราดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อ (Credit Income)
“สภาพดอกเบี้ยในตลาดตอนนี้ค่อนข้างต่ำ และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายคงไม่ได้ขึ้นเร็วมาก คาดว่าจะปรับขึ้นอีกทีในปลายปีหน้า ทำให้สภาพคล่องล้นตลาด ส่งผลให้ธนาคารพยายามลดต้นทุนเงินฝากลง เพราะสินเชื่อก็ปล่อยยาก ดังนั้นธีมหลักจะเป็นเรื่องการบริหารต้นทุนดำเนินงาน และหันไปหารายได้ค่าธรรมเนียมแทน ขณะเดียวกันก็ควบคุมคุณภาพสินเชื่อไปด้วย แต่สิ่งที่น่าจับตามอง คือ หลายธนาคารพยายามจะมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะหลายธุรกิจยังมีบาลานซ์ชีตอ่อนแออยู่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารพาณิชย์ แม้ว่าอัตราการเกิดหนี้เสียใหม่ (New NPL) จะมีทิศทางชะลอตัวลง แต่ตัวเลขการไหลกลับมาเป็นหนี้ใหม่ (Re-Entry) ยังมีแนวโน้มขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวเลข Re-Entry มีทิศทางเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 1 มีสัดส่วนอยู่ที่ 28.2% เพิ่มเป็น 31.0% ในไตรมาสที่ 2 และคาดว่าแนวโน้มยังคงขยับเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2560 โดยที่ตัวเลขหนี้เกิดใหม่ไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 0.36% และไตรมาสที่ 2 ลดลงเหลือ 0.34% จากหนี้เอ็นพีแอลรวมไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 2.7%
[caption id="attachment_104955" align="aligncenter" width="700"]
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ที่ยังคง Re-entry จะเป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อย และธุรกิจขนาดกลาง เช่น สาธารณูปโภค และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีเงินทุนไม่แข็งแกร่งและสายป่านไม่ยาว เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวจึงกระทบสภาพคล่องของธุรกิจ แม้จะได้รับการแก้ไขหนี้แล้วแต่ยังคงกลับมาเป็นหนี้ใหม่อีกครั้ง
ดังนั้น ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการตั้งทีมติดตามหนี้เพื่อแก้ไขตั้งแต่ต้น ส่วนใหญ่เน้นปรับโครงสร้างหนี้และแก้ไขหนี้เชิงรุกมากขึ้น เช่น การโทร.แจ้งเตือนลูกค้าก่อนผิดนัดชำระ หรือกรณีที่เริ่มส่งสัญญาณการผิดนัดชำระจะเรียกเข้ามาคุย หรือให้ความช่วยเหลือตามอาการของลูกค้า เช่น วิธีการผ่อนผันเวลาการชำระหนี้ (Grace Period) ยืดอายุการชำระหนี้ ลดดอกเบี้ยกรณีได้รับผลกระทบชั่วคราว หรือหากมีปัญหาระยะยาวเชิงโครงสร้างธุรกิจ อาจจะต้องปรับโครงสร้างการชำระหนี้ หรือการตัดขายหนี้เสียออก ที่สำคัญ ธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพค่อนข้างสูง ซึ่งบางแห่งมีการตั้งสำรองสูงกว่าเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ดังจะเห็นได้จาก ตัวเลขการตั้งสำรองสะท้อนความระมัดระวังมากขึ้น โดยในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 129.7% และไตรมาสที่ 2 เพิ่มเป็น 130.3% แม้กฎของธปท.ให้หักจากหลักประกันสำรองได้ แต่ส่วนใหญ่ธนาคารจะตั้งสำรองเผื่อไว้เกิน 100% ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มการตั้งสำรองของธนาคารยังเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นไปตามหนี้เอ็นพีแอลที่คาดว่าทั้งปีจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%
ส่วนทิศทางการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ ประเมินว่ายังคงรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย(NIM) จากการบริหารต้นทุนการดำเนินงานและเงินฝาก แม้ว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่จะเติบโตช้าและมีการชำระหนี้คืน (Re-Payment) ค่อนข้างมาก โดยอัตราการเติบโตสินเชื่อคาดว่าจะแตะที่กรอบล่าง 3% จากที่ตั้งไว้อยู่ที่ 3-5%
นางสาวธัญญลักษณ์กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ที่เป็นความท้าทายของภาคธนาคารพาณิชย์ ที่มีความกังวลใจมากขึ้นในปี 2560 มี 3-4 เรื่องหลัก คือ 1. คุณภาพหนี้ที่มีแนวโน้มขยับเพิ่ม 2. ทิศทางการปล่อยสินเชื่อและการทำรายได้ที่ยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะลูกค้ามีทางเลือกจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดทั้งในและต่างประเทศ และเกิดการแข่งขันด้านราคา แม้ว่าความสามารถในการสร้างปริมาณจะมีมากขึ้น 3. รายได้ค่าธรรมเนียม อาจปรับลดลงภายหลังจากมีบริการรับและโอนเงินแบบใหม่ (PromptPay) เข้ามามีบทบาท ซึ่งจากตัวเลขพบว่ารายได้ค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4-5% ของรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งหมด และ 4. กฎระเบียบ/ข้อบังคับใหม่ๆ ที่จะมีความเข้มงวดและเข้มข้นขึ้น อาทิ กฎบาเซิล 3 ที่จะมีผลต่อต้นทุนการปล่อยสินเชื่อต่อหน่วยสูงขึ้น หรือแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 (มาสเตอร์แพลน 3) ของธปท.ที่จะเป็นโจทย์ระยะกลางและยาว เหล่านี้เป็นโจทย์ที่ธนาคารพาณิชย์จะต้องปรับแผนรองรับการแข่งขันที่จะมีมากขึ้นในอนาคต
ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ บมจ.ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี กล่าวว่า คุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นโจทย์ความท้าทายของภาคสถาบันการเงินในปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะเป็นไปตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ โดยปกติจะวิ่งตามหลังเศรษฐกิจประมาณ 18 เดือน ก่อนจะถึงจุดต่ำสุด หากดูแนวโน้มคาดว่าจะถึงจุดพีกสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.96% จากปัจจุบันเอ็นพีแอลทั้งระบบอยู่ที่ 2.72% สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 2.76% และหนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษอยู่ที่ 2.17%
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ตัวเลข Re-Entry มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยธนาคารมีทั้งการปรับระยะเวลาการผ่อนชำระ และการปรับโครงสร้างหนี้ที่จะมีผลต่อรายได้ดอกเบี้ยธนาคาร หรือการตัดขายพอร์ตสินเชื่อนั้นๆ ออกไป แต่ยังมีบางกลุ่มที่ได้รับปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาจ่ายได้สักพักก็กลับมาเป็นหนี้ใหม่เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่พบนั้น จะเป็นอุตสาหกรรมภาคการผลิต และรายย่อย ส่วนแนวโน้มการตัดพอร์ตขายจะสูงขึ้นตามเอ็นพีแอลที่ปรับขึ้น โดยในปีนี้เอ็นพีแอลจะจบที่ระดับ 3% และปีหน้าปรับดีขึ้นแต่ยังอยู่ในระดับใกล้เคียง 3% ขณะที่สินเชื่อเติบโต 3.3% และปีหน้าอยู่ที่ 5-6% ส่วนเงินฝากปีนี้อยู่ที่ 3% และ 5% ในปีหน้า
ดังนั้น โจทย์ของคุณภาพสินเชื่อยังคงเป็นประเด็นที่สถาบันการเงินในระบบ ให้ความเป็นห่วงอยู่ สะท้อนไปยังการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่จะเพิ่มมากขึ้นในปี 2560 ประกอบกับจะมีมาตรฐานบัญชีเข้ามาใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 เรียกว่า “IFRS9” ที่จะทำให้ตัวการตั้งสำรองมากขึ้น จากปกติธนาคารตั้งสำรองเผื่อไว้ 12 เดือนข้างหน้า แต่หากใช้บัญชีดังกล่าวธนาคารจะต้องตั้งครบตามลักษณะของสินเชื่อ เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ผ่อนยาว 15 ปี ธนาคารจะต้องตั้งสำรองเผื่อไว้ยาว 15 ปีเช่นกัน ซึ่งกระทบรายได้ของธนาคารแน่นอน เพราะจะเริ่มเห็นธนาคารทยอยตั้งสำรองเพื่อรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ และในระยะต่อไปจะเห็นธนาคารพึ่งพาการหารายได้จากค่าธรรมเนียม (Fee Income) แทนการพึ่งพารายได้อัตราดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อ (Credit Income)
“สภาพดอกเบี้ยในตลาดตอนนี้ค่อนข้างต่ำ และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายคงไม่ได้ขึ้นเร็วมาก คาดว่าจะปรับขึ้นอีกทีในปลายปีหน้า ทำให้สภาพคล่องล้นตลาด ส่งผลให้ธนาคารพยายามลดต้นทุนเงินฝากลง เพราะสินเชื่อก็ปล่อยยาก ดังนั้นธีมหลักจะเป็นเรื่องการบริหารต้นทุนดำเนินงาน และหันไปหารายได้ค่าธรรมเนียมแทน ขณะเดียวกันก็ควบคุมคุณภาพสินเชื่อไปด้วย แต่สิ่งที่น่าจับตามอง คือ หลายธนาคารพยายามจะมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะหลายธุรกิจยังมีบาลานซ์ชีตอ่อนแออยู่”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,199 วันที่ 9 - 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559






