
จีนเลี่ยงพิกัดเหล็กลวดนำเข้า 7เดือนยอดพุ่ง33.8%จี้รัฐทบทวนผู้ผลิตสู้ราคาไม่ได้
สมาคมการค้าเหล็กลวดไย จี้ภาครัฐเร่งยกเลิกพิกัดนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ หลังมาตรการเอดีสกัดเหล็กลวดนำเข้าจากจีนใช้ไม่ได้ผล ผู้ผลิตหันไปหลีกเลี่ยงเจือธาตุอื่นแทน ส่งผลให้ปริมาณนำเข้าทะลักต่อเนื่อง 7 เดือนพุ่งกว่า 7.64 แสนตัน สูงกว่าช่วงเดียวกันของก่อนถึง 33.8 % ผู้ประกอบการในประเทศอยู่ลำบาก แข่งราคาสู้ไม่ได้กระทบบางรายต้องเลิกผลิต
[caption id="attachment_103832" align="aligncenter" width="700"]
ปริมาณการนำเข้าเหล็กลวดจากจีน[/caption]
นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ นายกสมาคมการค้าเหล็กลวดไทย เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) เป็นมาตรการถาวร สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 5-14 % ตามแหล่งการผลิต ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนวันที่ 7 มีนาคม 2559 เป็นต้นมา เพื่อสกัดการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากจีนเข้ามาดัมพ์ราคาในประเทศนั้น
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์การนำเข้าเหล็กลวดดังกล่าว พบว่ามาตรการเอดีที่ภาครัฐนำมาใช้ในการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศนั้น ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการนำเข้าเหล็กลวดจากจีนได้ เห็นได้จากในช่วง 7 เดือน(ม.ค.-ก.ค.)ของปีนี้(ดูตาราประกอบ) ได้มีการนำเข้ามาแล้วกว่า 7.64 แสนตัน เพิ่มขึ้น 33.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่นำเข้ามา 5.05 แสนตัน โดยเป็นการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนไม่เจือธาตุ 1.53 แสนตัน นำเข้าเหล็กลวดประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม 2.55 หมื่นตัน และนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนเจือธาตุ 7.32 แสนตันจากความต้องการใช้อยู่ประมาณ 1.18 ล้านตันต่อปี
ในขณะที่การผลิตเหล็กลวดคาร์บอนไม่เจือธาตุในประเทศอยู่ที่เพียง 2.72 แสนตัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 4.5 หมื่นตันเท่านั้น หรือมีกำลังการผลิตอยู่ที่ราว 22-23 % ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ประมาณ 2.4 ล้านตันต่อปีเท่านั้น ซึ่งจากปริมาณการทำเข้าที่สูงอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ผลิตภายในประเทศกำลังอยู่ในภาวะที่ลำบาก เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันราคาเหล็กลวดที่นำเข้ามาได้ โดยปัจจุบันราคาเหล็กลวดนำเข้าดังกล่าวอยู่ที่ 13.13 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ส่วนราคาผู้ผลิตในประเทศอยู่ที่ 15-16 บาทต่อกิโลกรัม จากผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตเหล็กลวดในประเทศที่มีอยู่ 6 ราย 7 โรงงาน อยู่ภาวะลำบากต้องลดกำลังการผลิตลงมา และมีบางรายเช่น บริษัท เอ็ม เมททอล(ประเทศไทย) จำกัด จากเดิมที่ผลิตเหล็กลวดอยู่ราว 2 แสนตันต่อปี ต้องหันไปผลิตเหล็กผลิตภัณฑ์อื่นแทน เพราะไม่สามารถแข่งขันกับราคาเหล็กลวดนำเข้าได้
สำหรับการนำเข้าเหล็กลวดที่ยังคงสูงต่อเนื่องนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากกำลังการผลิตเหล็กในจีนยังล้นตลาดอยู่ และรัฐบาลได้มีการสนับสนุนการส่งออกในรูปการคืนภาษีส่งออกอยู่ 9-13 % กับเหล็กลวดที่มีการเจือธาตุอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะยกเลิกการสนับสนุนเหล็กลวดที่เจือธาตุบางชนิดไปแล้วก็ตาม ภายหลังที่ไทยมีมาตรการเอดีออกมา แต่ก็หลีกเลี่ยงไปเจือธาตุอื่น เพื่อไม่ให้ตรงกับพิกัดเหล็กลวดที่มีมาตรการเอดีออกมา จึงทำให้เหล็กลวดที่นำเข้ามาอย่างพิกัด 7227.9000.090 ที่กำหนดให้มีคาร์บอนไม่เกิน 0.10 % โดยน้ำหนัก และมีโบรอนไม่น้อยกว่า 0.0040 % โดยน้ำหนัก หรือมีคาร์บอนมากกว่า 0.18 % และมีโบรอนตั้งแต่ 0.0008 % ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 0.0040 % และมีแมงกานีสตั้งแต่ 0.70-1 % โดยน้ำหนัก ได้รับการยกเว้นการเก็บอากรขาเข้า
นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า จากผลกระทบดังกล่าว ที่ผ่านมาทางสมคมฯได้ทำหนังสือไปถึงกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ทบทวนและยกเลิกการนำเข้าเหล็กลวดในพิกัดดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเห็นว่า เป็นความพยายามของผู้ผลิตจีนที่จะหลีกเลี่ยงการเก็บอากรนำเข้าดังกล่าว อีกทั้ง มาตรการเหล็กลวดตามพิกัดดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่ใช้กัน ซึ่งผู้ผลิตมองว่าจะไม่มีความปลอดภัยกับผู้บริโภคที่นำเหล็กลวดมาใช้ เมื่อเทียบกับปัจจุบันการนำเข้าเหล็กลวดที่ผ่านการเสียอากรนำเข้าจะมีมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่นเป็นมาตรการคอยกำกับอยู่แล้ว
ดังนั้น ทางสมาคมฯเห็นว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ ควรจะเร่งพิจารณายกเลิกทั้ง 2 พิกัดนำเข้าเหล็กลวดดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถอยู่รอดได้ เพราะหากไม่ดำเนินการในส่วนนี้โดยเร็ว เกรงว่าระยะเวลาที่หรือของปีนี้จะมีปริมาณเหล็กลวดนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกเดือนอีก ซึ่งจะสร้างความยากลำบากในการดำเนินงานของผู้ผลิตภายในประเทศมากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_103832" align="aligncenter" width="700"]
นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ นายกสมาคมการค้าเหล็กลวดไทย เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) เป็นมาตรการถาวร สำหรับเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ โดยจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 5-14 % ตามแหล่งการผลิต ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนวันที่ 7 มีนาคม 2559 เป็นต้นมา เพื่อสกัดการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนต่ำจากจีนเข้ามาดัมพ์ราคาในประเทศนั้น
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์การนำเข้าเหล็กลวดดังกล่าว พบว่ามาตรการเอดีที่ภาครัฐนำมาใช้ในการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศนั้น ไม่สามารถที่จะหยุดยั้งการนำเข้าเหล็กลวดจากจีนได้ เห็นได้จากในช่วง 7 เดือน(ม.ค.-ก.ค.)ของปีนี้(ดูตาราประกอบ) ได้มีการนำเข้ามาแล้วกว่า 7.64 แสนตัน เพิ่มขึ้น 33.8 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่นำเข้ามา 5.05 แสนตัน โดยเป็นการนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนไม่เจือธาตุ 1.53 แสนตัน นำเข้าเหล็กลวดประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม 2.55 หมื่นตัน และนำเข้าเหล็กลวดคาร์บอนเจือธาตุ 7.32 แสนตันจากความต้องการใช้อยู่ประมาณ 1.18 ล้านตันต่อปี
ในขณะที่การผลิตเหล็กลวดคาร์บอนไม่เจือธาตุในประเทศอยู่ที่เพียง 2.72 แสนตัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 4.5 หมื่นตันเท่านั้น หรือมีกำลังการผลิตอยู่ที่ราว 22-23 % ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ประมาณ 2.4 ล้านตันต่อปีเท่านั้น ซึ่งจากปริมาณการทำเข้าที่สูงอย่างต่อเนื่องดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ผลิตภายในประเทศกำลังอยู่ในภาวะที่ลำบาก เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันราคาเหล็กลวดที่นำเข้ามาได้ โดยปัจจุบันราคาเหล็กลวดนำเข้าดังกล่าวอยู่ที่ 13.13 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ส่วนราคาผู้ผลิตในประเทศอยู่ที่ 15-16 บาทต่อกิโลกรัม จากผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตเหล็กลวดในประเทศที่มีอยู่ 6 ราย 7 โรงงาน อยู่ภาวะลำบากต้องลดกำลังการผลิตลงมา และมีบางรายเช่น บริษัท เอ็ม เมททอล(ประเทศไทย) จำกัด จากเดิมที่ผลิตเหล็กลวดอยู่ราว 2 แสนตันต่อปี ต้องหันไปผลิตเหล็กผลิตภัณฑ์อื่นแทน เพราะไม่สามารถแข่งขันกับราคาเหล็กลวดนำเข้าได้
สำหรับการนำเข้าเหล็กลวดที่ยังคงสูงต่อเนื่องนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากกำลังการผลิตเหล็กในจีนยังล้นตลาดอยู่ และรัฐบาลได้มีการสนับสนุนการส่งออกในรูปการคืนภาษีส่งออกอยู่ 9-13 % กับเหล็กลวดที่มีการเจือธาตุอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะยกเลิกการสนับสนุนเหล็กลวดที่เจือธาตุบางชนิดไปแล้วก็ตาม ภายหลังที่ไทยมีมาตรการเอดีออกมา แต่ก็หลีกเลี่ยงไปเจือธาตุอื่น เพื่อไม่ให้ตรงกับพิกัดเหล็กลวดที่มีมาตรการเอดีออกมา จึงทำให้เหล็กลวดที่นำเข้ามาอย่างพิกัด 7227.9000.090 ที่กำหนดให้มีคาร์บอนไม่เกิน 0.10 % โดยน้ำหนัก และมีโบรอนไม่น้อยกว่า 0.0040 % โดยน้ำหนัก หรือมีคาร์บอนมากกว่า 0.18 % และมีโบรอนตั้งแต่ 0.0008 % ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 0.0040 % และมีแมงกานีสตั้งแต่ 0.70-1 % โดยน้ำหนัก ได้รับการยกเว้นการเก็บอากรขาเข้า
นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า จากผลกระทบดังกล่าว ที่ผ่านมาทางสมคมฯได้ทำหนังสือไปถึงกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ทบทวนและยกเลิกการนำเข้าเหล็กลวดในพิกัดดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเห็นว่า เป็นความพยายามของผู้ผลิตจีนที่จะหลีกเลี่ยงการเก็บอากรนำเข้าดังกล่าว อีกทั้ง มาตรการเหล็กลวดตามพิกัดดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่ใช้กัน ซึ่งผู้ผลิตมองว่าจะไม่มีความปลอดภัยกับผู้บริโภคที่นำเหล็กลวดมาใช้ เมื่อเทียบกับปัจจุบันการนำเข้าเหล็กลวดที่ผ่านการเสียอากรนำเข้าจะมีมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่นเป็นมาตรการคอยกำกับอยู่แล้ว
ดังนั้น ทางสมาคมฯเห็นว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ ควรจะเร่งพิจารณายกเลิกทั้ง 2 พิกัดนำเข้าเหล็กลวดดังกล่าว เพื่อให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถอยู่รอดได้ เพราะหากไม่ดำเนินการในส่วนนี้โดยเร็ว เกรงว่าระยะเวลาที่หรือของปีนี้จะมีปริมาณเหล็กลวดนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกเดือนอีก ซึ่งจะสร้างความยากลำบากในการดำเนินงานของผู้ผลิตภายในประเทศมากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,198 วันที่ 6 - 8 ตุลาคม พ.ศ. 2559






